ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 3 พ.ย. อาจเปลี่ยนเกมนโยบายรัฐบาลทรัมป์ พร้อมจับตาเงินเฟ้อ บอนด์ยีลด์ ดอลลาร์ เขย่าตลาดทองคำ
ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ อาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดทองคำทั่วโลก โดยเฉพาะหากผลเลือกตั้งเปลี่ยนดุลอำนาจในสภาคองเกรสและจำกัดความสามารถของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและการคลังในช่วง 2 ปีที่เหลือของวาระ
อย่างไรก็ตาม ทิศทางราคาทองคำไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตจะชนะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าผลเลือกตั้งจะส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์อย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ต้นทุนการกู้ยืม และภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ
@เลือกตั้งกลางเทอมชี้ดุลอำนาจ 2 ปีสุดท้ายรัฐบาลทรัมป์
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ปีนี้เป็นการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบ 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภาประมาณหนึ่งในสามจากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งจึงมีผลต่อการออกกฎหมาย การจัดสรรงบประมาณ และการผลักดันนโยบายของรัฐบาล
ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ที่ระบุในรายงานพบว่า คะแนนนิยมของทรัมป์อยู่ที่ 31% ขณะที่เดโมแครตนำรีพับลิกันในคะแนนนิยมพรรค 47% ต่อ 35% ส่วนผลสำรวจ CNN/SSRS ระบุคะแนนนิยมทรัมป์ที่ 32% และเดโมแครตนำรีพับลิกัน 49% ต่อ 39%
ผลสำรวจทั้งสองสะท้อนแรงกดดันจากความไม่พอใจต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ โดย Reuters/Ipsos พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจ 68% ไม่เห็นด้วยกับการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ ขณะที่ผลสำรวจ CNN/SSRS พบว่าเกือบ 8 ใน 10 คนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเมือง และเดโมแครตมีคะแนนนำในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ 15 จุด
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลสำรวจความคิดเห็น ณ ช่วงเวลาที่จัดทำ ไม่ใช่ผลการเลือกตั้งที่ยืนยันแล้ว และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ก่อนวันลงคะแนน
หากรีพับลิกันเสียเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่ง รัฐบาลทรัมป์อาจต้องเจรจากับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นในการผลักดันกฎหมายภาษีและงบประมาณ แม้ประธานาธิบดียังสามารถดำเนินนโยบายบางด้านผ่านฝ่ายบริหารได้
@เปิด 2 ฉากทัศน์ รีพับลิกันแพ้หรือชนะ ส่งผลต่อทองคำอย่างไร?
ฉากทัศน์ที่ 1 : เดโมแครตชิงเสียงข้างมากได้
หากเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร หรือควบคุมได้ทั้งสองสภา รัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันมาตรการภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ปัจจัยหนุนทองคำ : หากผลเลือกตั้งเพิ่มความขัดแย้งทางการเมืองหรือความไม่แน่นอนด้านงบประมาณ นักลงทุนอาจหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
ปัจจัยหนุนเพิ่มเติม : หากตลาดประเมินว่าดุลอำนาจใหม่จะช่วยจำกัดการขาดดุลงบประมาณและแรงกดดันเงินเฟ้อ จนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและดอลลาร์ลดลง ก็อาจเอื้อต่อราคาทองคำ
ปัจจัยกดดันทองคำ : หากผลเลือกตั้งช่วยลดความกังวลและเพิ่มความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ นักลงทุนอาจกลับไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง
ฉากทัศน์ที่ 2 : รีพับลิกันรักษาเสียงข้างมาก
หากรีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา รัฐบาลทรัมป์อาจผลักดันนโยบายภาษี การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐได้คล่องตัวขึ้น ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ
ปัจจัยกดดันทองคำ : หากตลาดกังวลว่านโยบายจะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณและทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด จนบอนด์ยีลด์และดอลลาร์ปรับขึ้น ทองคำอาจเผชิญแรงขาย เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
ปัจจัยหนุนทองคำ : หากนโยบายเพิ่มความกังวลต่อภาระหนี้และความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐ นักลงทุนอาจกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ที่อิงกับดอลลาร์ ซึ่งอาจช่วยหนุนความต้องการทองคำในระยะกลางถึงยาว
@ชี้ตัวแปรชี้ขาดทองคำ เงินเฟ้อ–บอนด์ยีลด์–ดอลลาร์
ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ผลเลือกตั้งอาจทำให้ทองคำผันผวนในระยะสั้น แต่ทิศทางหลังจากนั้นจะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของตลาดการเงินและนโยบายที่เกิดขึ้นจริง
หากเงินเฟ้อและความกังวลด้านการคลังลดลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงปรับลดลง พร้อมกับดอลลาร์อ่อนค่า จะเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของราคาทองคำ
ในทางกลับกัน หากตลาดกังวลว่านโยบายหลังเลือกตั้งจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อหรือทำให้รัฐบาลต้องกู้ยืมมากขึ้น จนบอนด์ยีลด์ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ทองคำอาจเผชิญแรงขาย แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
สำหรับระยะกลางถึงยาว ทองคำยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการกระจายทุนสำรองของธนาคารกลาง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อฐานะการคลังของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอาจช่วยรองรับความต้องการทองคำ แม้ทิศทางดอกเบี้ยและดอลลาร์ยังสร้างแรงกดดันเป็นระยะ
ฮั่วเซ่งเฮงจึงแนะนำให้ติดตามผลเลือกตั้งควบคู่กับเงินเฟ้อ นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บอนด์ยีลด์ และค่าเงินดอลลาร์ เพราะปัจจัยชี้ขาดราคาทองคำไม่ได้อยู่ที่พรรคใดครองเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ดุลอำนาจใหม่จะเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงทางการคลังของสหรัฐมากน้อยเพียงใด