“ดนุชา” แจงนายกฯ ไม่ได้สั่งปั่นตัวเลข GDP หลังพบโรงงานผลิตเพื่อส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ 4–5 กลุ่ม มูลค่าผลิตรวม 8 แสนล้านบาท ไม่ถูกรวมในระบบดัชนีเดิม
วันที่ 27 ต.ค. 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้แจงกรณีข้อสงสัยที่นายกรัฐมนตรีให้ สศช.กลับไปจัดทำตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ใหม่ว่า ไม่ใช่เพราะตัวเลข GDP ต่ำแล้วนายกฯ สั่งให้กลับไปทำใหม่ แต่เกิดจากการที่ สศช.เข้าพบและรายงานภาวะเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรีในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา โดยพบว่าตัวชี้วัดเศรษฐกิจหลายรายการมีแนวโน้มดีขึ้น แต่เศรษฐกิจโดยรวมกลับเติบโตไม่เท่าที่ควร
“นายกรัฐมนตรีไม่ได้สั่งการให้เร่งหรือแก้ตัวเลข GDP ให้เติบโตแต่อย่างใด เพียงแต่มุ่งหวังให้ข้อมูลสะท้อนข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องที่สุด เพื่อใช้เป็นฐานในการวางแผนและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป” นายดนุชา กล่าว
ทั้งนี้ ข้อสงสัยว่าทำไม GDP ไทยไม่ขยับตามทิศทางเศรษฐกิจ เริ่มมีการหารือในระดับนโยบายและหน่วยงานเศรษฐกิจมาตั้งแต่ปี 2567 โดยสถาบันวิเคราะห์ต่างประเทศมีข้อสังเกตว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยอาจยังไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ประเด็นดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อสังเกตของธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งใน 4 ประเทศของภูมิภาค ร่วมกับเกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซีย ซึ่งได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Cycle) อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศอื่นจะมีเศรษฐกิจเติบโต และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยขยายตัวจริง แต่ GDP ไทยกลับยังไม่เติบโตตามที่ควรจะเป็น
นายดนุชา กล่าวว่า ในช่วง 6–7 เดือนที่ผ่านมา สศช.ได้ร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ก่อนพบว่า มีโรงงานผลิตเพื่อส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ประมาณ 4–5 กลุ่ม คิดเป็นมูลค่าการผลิตรวมราว 800,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้ถูกนำมารวมในระบบดัชนีคำนวณ
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความผิดของภาคเอกชน แต่เป็นข้อจำกัดของระบบคำนวณเดิมที่ใช้ปีฐานคงที่ ณ ปี 2564 ซึ่งในเวลานั้นโรงงานและผลิตภัณฑ์กลุ่มดังกล่าวยังไม่ได้เริ่มดำเนินงาน ทำให้ระบบไม่สามารถสะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างครบถ้วน
เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวและเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล หน่วยงานจึงปรับวิธีคำนวณมาใช้ ดัชนีลูกโซ่ (Chain-linking Index) ซึ่งเปรียบเทียบข้อมูลกับปีก่อนหน้า เป็นแนวทางที่ใช้ในหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน รวมถึงเป็นหลักการเดียวกับที่ไทยใช้คำนวณ GDP อยู่แล้ว โดยจะปรับน้ำหนักของภาคการผลิตให้สอดคล้องกับข้อมูลการผลิตจริงในแต่ละช่วงเวลา
เลขาธิการ สศช. คาดว่า จะเริ่มเห็นผลจากการปรับปรุงดัชนีข้อมูลภาคอุตสาหกรรมในตัวเลขไตรมาส 3 โดยมูลค่าการผลิต 800,000 ล้านบาท ที่นำเข้ามาคำนวณเพิ่มเติมจะส่งผลบวกต่อ GDP อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรม ทิศทาง GDP โดยรวมจะปรับขึ้นหรือลงยังต้องพิจารณาภาคเกษตรและภาคบริการประกอบด้วย