ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถยนต์ ก.ย.ลด 6.08% มั่นใจยังทำได้ตามเป้า จี้รัฐเร่งกระตุ้นตลาดรถกระบะถูกบีบ ทั้งสินเชื่อเข้ม-ส่งออกตะวันออกกลางวูบ 37.73%

วันที่ 27 ต.ค. 2569 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่ายอดผลิตรถยนต์เดือนก.ย. 2569 ผลิตได้ 120,319 คัน ลดลง 6.08% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยโรงงานบางแห่งต้องหยุดผลิตชั่วคราวตั้งแต่ปลายเดือนก.ย.ถึงกลางเดือนต.ค. หลังน้ำท่วมกระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนและการส่งมอบสินค้า

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ทุกโรงงานกลับมาผลิตตามปกติแล้ว และคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะสะท้อนในตัวเลขการผลิตเดือนต.ค. 2569 ต่อไป

“ยืนยันว่าอุทกภัยยังไม่กระทบเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่ 1.45 ล้านคัน แบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน เนื่องจากผู้ผลิตเร่งปรับแผนการผลิตให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ”นายสุรพงษ์กล่าว

โดยในช่วง 9 เดือนปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.2569) ยอดผลิตรถยนต์อยู่ที่ 1,080,030 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.39% แบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 686,647 คัน ลดลง 3.41% และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 393,383 คัน เพิ่มขึ้น 7.79%

ด้านยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนก.ย. อยู่ที่ 55,255 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 14.28% แต่ลดลงจากเดือนส.ค. 7.61% โดยรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เป็นแรงหนุนสำคัญ มียอดขาย 16,626 คัน เพิ่มขึ้น 81.61% ขณะที่รถกระบะยังอ่อนแรง ขายได้ 10,315 คัน ลดลง 7.11% จากปัญหาสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางเศรษฐกิจเติบโตต่ำ กำลังซื้ออ่อนแอและค่าครองชีพสูง

นายสุรพงษ์กล่าวว่า ตลาดรถกระบะยังได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปตะวันออกกลาง ซึ่งเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามและปัญหาการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเดือนก.ย. ไทยส่งออกรถยนต์ไปตลาดดังกล่าว 14,419 คัน ลดลง 30.60% จากปีก่อน ส่วนยอดส่งออกรถกระบะไปตะวันออกกลางในช่วง 9 เดือนแรกลดลง 33,118 คัน หรือ 37.73% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนว่าสงครามจะยุติเมื่อใด

“ส.อ.ท.จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งกระตุ้นสินเชื่อซื้อรถกระบะในประเทศ เพื่อชดเชยตลาดส่งออกที่หดตัวและรักษาระดับการผลิต เนื่องจากรถกระบะเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญของไทย ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศกว่า 90% และส่งออกไปกว่า 120 ประเทศ หากยอดผลิตลดลงจะกระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ รวมถึงธุรกิจโชว์รูมและบริการที่เกี่ยวข้อง ส่งผลต่อรายได้และการจ้างงานในวงกว้าง”

พร้อมกันนี้ เรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตทั้งรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและส่งเสริมการลงทุนระยะยาว โดยมองว่าการประคองตลาดรถกระบะไม่ใช่เพียงช่วยผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นการรักษาฐานอุตสาหกรรมและการจ้างงานที่มีอยู่ ตลอดจนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย

ด้านนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า แม้น้ำท่วมหลายพื้นที่จะกระทบโรงงานชิ้นส่วน การขนส่ง และการเดินทางของพนักงาน จนโรงงานประกอบรถยนต์บางแห่งต้องหยุดผลิตชั่วคราว

แต่จากการสำรวจสมาชิกตั้งแต่กลางเดือนต.ค. พบว่าทุกโรงงานกลับมาเดินสายการผลิตตามปกติแล้ว โดยผลกระทบจะสะท้อนในตัวเลขเดือนพ.ย. และยังไม่เปลี่ยนเป้าหมายผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่ 1.45 ล้านคัน

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนมีผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 ราย และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน การรักษาฐานการผลิตในประเทศจึงมีความสำคัญต่อทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน เอสเอ็มอี และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งประกาศปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตในไทย ส่งเสริมการลงทุนระยะยาวและการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน