ไมเนอร์ ฟู้ด เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจ เปิดตัว ชิโฮะ ราเมง (CHIHO RAMEN) แบรนด์อาหารญี่ปุ่นครั้งแรกของพอร์ต ชูราคาเริ่มต้น 99 บาท เจาะตลาดผู้บริโภคในยุคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย พร้อมเปิดรับแฟรนไชส์ตั้งแต่เริ่มต้น หวังเร่งขยายสาขาครบ 100 แห่งใน 3 ปี ท่ามกลางแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและต้นทุนธุรกิจร้านอาหาร

เปิดเกมแบรนด์ใหม่ เจาะตลาดราเมงราคาเข้าถึงง่าย

นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเปิดตัว ชิโฮะ ราเมง (CHIHO RAMEN) นับเป็นแบรนด์อาหารญี่ปุ่นแบรนด์แรกในพอร์ตแฟรนไชส์ของไมเนอร์ ฟู้ด ในประเทศไทย โดยวางตำแหน่งตลาดด้วยเมนูที่เข้าใจง่าย ราคาเข้าถึงได้ และปรับรสชาติให้เหมาะกับผู้บริโภคไทย

สาขาแรกมีกำหนดเปิดวันที่ 30 ต.ค.นี้ ที่โลตัส สุขุมวิท 50 ตั้งราคาเริ่มต้น 99 บาท และมีระดับราคา 109 บาท และ 119 บาท เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคในช่วงที่กำลังซื้อยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้จ่าย

รูปแบบร้านใช้พื้นที่ประมาณ 80–100 ตร.ม. เงินลงทุนประมาณ 4 ล้านบาท โดยตั้งเป้าขยายสาขา 90–100 แห่งภายใน 3 ปี ทั้งนี้บริษัทจะใช้สาขาแรกที่ลงทุนเองเป็นต้นแบบสร้างความเชื่อมั่น ก่อนเปิดโอกาสให้ผู้สนใจลงทุนแฟรนไชส์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของแบรนด์

เร่งแฟรนไชส์ เพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ

การเปิดตัว CHIHO RAMEN เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างแบรนด์ใหม่และเพิ่มช่องทางเติบโตผ่านแฟรนไชส์ ซึ่งช่วยให้บริษัทขยายธุรกิจได้คล่องตัวขึ้น โดยปัจจุบันไมเนอร์ ฟู้ด มีร้านอาหารมากกว่า 3,000 สาขา ใน 27 ประเทศ และมีแบรนด์มากกว่า 40 แบรนด์

ในประเทศไทย บริษัทมีแบรนด์แฟรนไชส์ 7 แบรนด์ ได้แก่ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, แดรี่ควีน, สเวนเซ่นส์, บอนชอน, กาก้า, สเต็ก แอนด์ มอร์ และ CHIHO RAMEN โดยมีสัดส่วนสาขาแฟรนไชส์ราว 50% ของสาขาทั้งหมด และมองการเพิ่มสัดส่วนแฟรนไชส์เป็นหนึ่งในแนวทางขยายธุรกิจในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง บริษัท น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ และ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” ภายใต้โมเดล Corporate Franchisee เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคผ่านสถานีบริการน้ำมัน และ ทำเลค้าปลีก โดยมีแบรนด์ในเครือเข้าไปให้บริการในพื้นที่ของพันธมิตร ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวอาจต่อยอดไปยังตลาดต่างประเทศได้ หากมีโอกาสและรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม

เศรษฐกิจท้าทาย เร่งสร้างยอดขายและบริหารต้นทุน

นายธันยเชษฐ์กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งแรกของปีเติบโตประมาณ 4–5% ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อ บริษัทจึงเดินหน้าหลายแนวทางควบคู่กัน ทั้งการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ขยายสาขา เพิ่มยอดขายจากสาขาเดิม และสร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด

ขณะเดียวกัน ธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นประมาณ 3% หลังบริหารความเสี่ยงด้านราคา และต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นราว 10% แม้โลจิสติกส์จะมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับต้นทุนรวม แต่ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามและบริหารอย่างใกล้ชิด

บริษัทจึงมุ่งพัฒนาแบรนด์และรูปแบบร้านให้ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะแนวคิดอาหารที่มีราคาเข้าถึงง่าย ควบคู่กับโมเดลแฟรนไชส์ที่ช่วยขยายเครือข่ายธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น

นอกจาก CHIHO RAMEN แล้ว บริษัทยังเดินหน้าขยายธุรกิจบอนชอนในต่างประเทศ โดยอาศัยกระแสความนิยมวัฒนธรรมเกาหลีและโอกาสในตลาดใหม่เป็นแรงสนับสนุน สะท้อนทิศทางของไมเนอร์ ฟู้ด ที่ต้องการใช้ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจร้านอาหารต่อยอดทั้งการสร้างแบรนด์ใหม่และขยายแบรนด์ที่มีอยู่ให้เติบโตในระยะยาว

ขยายเครือข่ายแฟรนไชส์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายธันยเชษฐ์กล่าวว่า บริษัทพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยยุทธศาสตร์ขยายเครือข่ายแฟรนไชส์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลกจากปัจจุบันกว่า 3,000 สาขา ใน 27 ประเทศ เป็น 4,500 สาขาภายในปี 2572 พร้อมยกระดับสู่การเป็น Global Franchisor of Choice หรือผู้ให้สิทธิแฟรนไชส์ที่ได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรในระดับโลก

“หัวใจสำคัญของแผนดังกล่าวคือการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจแฟรนไชส์ภายใต้แนวทาง Asset-Light หรือ ลดการลงทุนขยายสาขาด้วยตัวเอง และหันไปขยายแฟรนไชส์แทน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสาขาแฟรนไชส์ประมาณ 1,500 สาขา หรือราว 50% ของเครือข่ายทั้งหมด และตั้งเป้าเพิ่มเป็นประมาณ 2,400-2,500 สาขาในอีก 3 ปีข้างหน้า คิดเป็นสัดส่วนราว 54-55% หรือมีโอกาสขยับสู่ระดับ 70%”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน