กกร. ปรับจีดีพีปี 2569 โต 2.4-2.6% จากเดิมคาดโต 2.1-2.5% หวังอานิสงส์ส่งออกพุ่ง 22% จับตา AI–ดาต้าเซ็นเตอร์ดันลงทุน เร่งเชื่อมซัพพลายเชนไทย

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร.ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 2.4-2.6% จากเดิม 2.1-2.5% หลังการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) แบบใหม่สะท้อนภาพภาคการผลิตที่เติบโตดีขึ้น โดยช่วง 9 เดือนแรกขยายตัว 2.6% สวนทางกับดัชนีเดิมที่ชี้ว่าภาคการผลิตหดตัว

โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตสูงถึง 18.9% สอดคล้องกับกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) และการส่งออกที่ขยายตัวสูงในปีนี้ สะท้อนว่ากระแสดิจิทัลโลกกำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาคการผลิตไทย

“ส่งผลให้ กกร.ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกปี 2569 เป็นขยายตัว 18-22% จากเดิม 12-16% ขณะที่ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อเหลือ 2.1-2.5% จากเดิม 2.5-3.0%”

อย่างไรก็ตาม กกร.กังวลว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตแบบ K-shape ชัดเจนขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจขาขึ้นได้รับแรงหนุนจากการลงทุน AI และ Data Center ของโลก แต่มีการใช้วัตถุดิบนำเข้าสูงถึง 60% ทำให้ผลบวกตกถึงเศรษฐกิจไทยอย่างจำกัด ขณะที่ธุรกิจกลุ่มขาล่างยังเผชิญกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนกระแสลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีให้เป็นมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการจ้างงานคนไทยและการใช้ห่วงโซ่อุปทานไทย ควบคู่กับการยกระดับผลิตภาพและความสามารถแข่งขันของธุรกิจที่ยังฟื้นตัวช้า

นายพจน์กล่าวว่า การประชุม IMF-World Bank Group ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจรอบใหม่ (Second Take-off) โดยไทยมีศักยภาพเป็นจุดเชื่อมโยงการลงทุนที่น่าเชื่อถือ (Trusted Connector) รองรับทั้งอุตสาหกรรมอนาคตและการลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่ง กกร.พร้อมร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามแนวทาง Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับผลิตภาพและทุนมนุษย์

ด้านความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังต้องติดตามใกล้ชิด ทั้งราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูงราว 105-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือน พ.ย. จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพและแรงกดดันเงินเฟ้อ

ขณะที่ข้อจำกัดด้านการคลังของรัฐบาลหลายประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนตลาดการเงินยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่อยู่ในระดับสูง และความกังวลเรื่องฟองสบู่ในธุรกิจ AI

สำหรับนโยบายภายในประเทศ กกร.สนับสนุนการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% (REEV) นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) เป็น 35% โดยมองว่าจะช่วยสร้างความเป็นธรรมและสนับสนุนฐานการผลิตยานยนต์ไทย ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 10% ของจีดีพี จ้างงานกว่า 800,000 คน และเชื่อมโยงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 3,000 ราย

“คาดช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2570 เติบโตไม่น้อยกว่า 7% และเพิ่มการผลิตรถยนต์ในประเทศกลับสู่ระดับ 1.55 ล้านคันต่อปี รวมถึงดึงดูดการลงทุนในชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขับขี่อัตโนมัติ”

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมย้ำจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมในการตรวจสอบและปราบปรามโรงงานที่ลักลอบนำเข้าและทิ้งกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งการสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามเงื่อนไขกฎหมาย โดยยืนยันว่าภาคเอกชนจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องไม่เสียเปรียบ

ทั้งนี้ กกร.เตรียมจัดทำข้อเสนอการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่ เพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันและความเชื่อมั่นต่อภาคอุตสาหกรรมไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน