บล.ทรีนีตี้ ประเมินผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พลิกขั้วครั้งสำคัญ หลังพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา เพิ่มแรงกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากแนวโน้มใช้นโยบายการคลังเข้มงวด แนะหลีกเลี่ยงหุ้นสหรัฐฯ และ MSCI World ชูหุ้นปันผลสูง โรงพยาบาล และพลังงานสะอาด รับอานิสงส์ Bond Yield ขาลง

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ผลการนับคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Election) ล่าสุด พรรคเดโมแครตสามารถพลิกชนะการเลือกตั้ง (Flip) ในรัฐฐานเสียงเดิมของพรรครีพับลิกันเพิ่มเติมอีก 4 รัฐ

ได้แก่ เท็กซัส แคนซัส โอไฮโอ และไอโอวา ส่งผลให้มีแนวโน้มครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา ขณะที่สภาผู้แทนราษฎร หรือสภาล่าง คาดว่าพรรคเดโมแครตจะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 255 เสียง ตามการประเมินของ NBC

สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นกรณีสุดโต่ง (Extreme Case) ที่ตลาดยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงไว้อย่างเต็มที่ โดยมองว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยตรง เนื่องจากพรรคเดโมแครตจะมีบทบาทมากขึ้นในการจัดสรรงบประมาณและกำหนดนโยบายการคลัง โดยมีแนวโน้มดำเนินนโยบายอย่างรัดกุมมากขึ้น ส่งผลให้โอกาสในการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐและการออกมาตรการลดภาษีมีจำกัด

อย่างไรก็ตาม ทิศทางดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อผู้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงตลาดตราสารหนี้ทั่วโลก จากแนวโน้มที่สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับวินัยทางการคลังและการควบคุมการใช้จ่ายมากขึ้น สะท้อนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี (Bond Yield) ล่าสุดปรับลดลงทำระดับต่ำสุดใหม่ในรอบ 3 เดือนที่ 2.04%

ทั้งนี้ แม้พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มควบคุมเสียงข้างมากได้ทั้ง 2 สภา แต่ยังไม่สามารถตัดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และสงครามการค้า (Trade War) ได้ เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมีอำนาจในการออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order)

โดยหากสภาคองเกรสต้องการคัดค้านการใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) จะต้องใช้เสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งสองสภา ซึ่งจากผลการนับคะแนนล่าสุด พรรคเดโมแครตยังมีจำนวนเสียงไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.ทรีนีตี้ ยังคงแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นโลกที่อ้างอิงดัชนี MSCI World เนื่องจากเป็นตลาดที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการคลังของสหรัฐฯ ประกอบกับอัตราผลตอบแทนจากกำไรของหุ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตร (Earnings Yield Gap) ยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น หลังผลสำรวจล่าสุดพบว่า Earnings Yield Gap ปรับตัวกลับเข้าสู่ระดับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านขาลง (Downside Risk) ของตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มจำกัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะถัดไป

ส่วนกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจภายหลังผลการเลือกตั้ง ได้แก่

1. หุ้นที่มีลักษณะคล้ายพันธบัตร (Bond-like) อาทิ กลุ่มสาธารณูปโภค กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากแนวโน้ม Bond Yield ขาลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเมื่อเทียบกับพันธบัตรมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น โดยหุ้นเด่นประจำเดือน ได้แก่ EGCO และ 3BBIF

2. กลุ่มการแพทย์และโรงพยาบาล (Healthcare) เนื่องจากพรรคเดโมแครตมีอำนาจต่อรองในสภาคองเกรสเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการคัดค้านการปรับลดงบประมาณโครงการ Medicaid รวมถึงผลักดันการฟื้นฟูเงินอุดหนุนเบี้ยประกันสุขภาพภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act (Obamacare) โดยหุ้นเด่น ได้แก่ BDMS และ BH

3. กลุ่มพลังงานสะอาด (Green Energy) มีโอกาสได้รับประโยชน์จากการที่พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มใช้เสียงในสภาคองเกรสเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับพลังงานสะอาดที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงคัดค้านการยกเลิกหรือปรับลดมาตรการสนับสนุนดังกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน