ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2570 มีโอกาสเติบโตดีกว่าปีนี้ หากการลงทุนรัฐและเอกชนเดินหน้าเต็มกำลัง รับอานิสงส์ FDI กลุ่ม Data Center, EV และอิเล็กทรอนิกส์ ดันสินเชื่อ Corporate โต 7% พร้อมยกระดับ AI และ Data ขยายรายได้ค่าธรรมเนียม 9 เดือนโต 16%

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวอย่างเปราะบาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้า

ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในปี 2570 ยังมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าปีนี้ หากแรงส่งจากการลงทุนภาครัฐและเอกชนเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง

โดยภายใต้บริบทดังกล่าว ธนาคารยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ 3+1 & P โดยมุ่งรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก สร้างแหล่งรายได้ใหม่จากค่าธรรมเนียมและธุรกิจนวัตกรรม ใช้เทคโนโลยี AI และข้อมูลยกระดับการให้บริการ พร้อมเปิดโอกาสสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากกว่าการเร่งขยายสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

ย้ำการจัดการหนี้เสียอยู่ในกรอบ ค่าฟี 9 เดือนโต 16% ลุ้น ROE แตะสองหลัก

ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2569 ธนาคารยังคงรักษาเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการสำรองหนี้เสีย ซึ่งตั้งเป้าทั้งปีไว้ที่ 140-160 และผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกยังอยู่ในกรอบที่กำหนด หลังจากดำเนินงานเป็นไปตามแผน โดยมีแนวโน้มอยู่บริเวณด้านบนของกรอบเป้าหมาย

ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) มีทิศทางเติบโตดี โดย 9 เดือนแรกขยายตัวประมาณ 16% แม้มีโอกาสที่ผลการดำเนินงานจะดีกว่าเป้าหมาย แต่ธนาคารยังคงยืนยันกรอบประมาณการเดิม เนื่องจากรายได้ในแต่ละไตรมาสมีปัจจัยและเหตุการณ์ที่ส่งผลแตกต่างกัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในไตรมาส 4 มักเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งเป็นรูปแบบปกติของการดำเนินงานช่วงปลายปี

สำหรับอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปัจจุบันอยู่ที่ 9.31% โดยธนาคารมีเป้าหมายระยะยาวที่จะผลักดันให้กลับไปอยู่ในระดับเลขสองหลัก แต่ทั้งนี้่ต้องขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยด้วย

“ธนาคารไม่ได้มองเพียงการเติบโตของกำไร แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นควบคู่กันไป โดยเชื่อว่ามีศักยภาพและความพร้อมอยู่แล้ว เหลือเพียงรอจังหวะเศรษฐกิจกลับมาเติบโตเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ”นางสาวขัตติยากล่าว

ในด้านการสนับสนุนภาคธุรกิจ ธนาคารยังคงดูแลลูกค้าทุกกลุ่ม แต่ให้น้ำหนักกับ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand ของรัฐบาล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยเป้าหมายสำคัญคือการสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพให้เพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางภายใน 12 ปีข้างหน้า

เปิดทางสินเชื่อกลุ่มใหม่ ใช้ Data จากพันธมิตรประเมินความเสี่ยง

นางสาวขัตติยากล่าวอีกว่า สำหรับการขยายฐานสินเชื่อไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ เช่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างทดลองผลิตภัณฑ์และโครงการสินเชื่อขนาดเล็ก เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนขยายผล โดยนำข้อมูลจากพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น LINE BK และข้อมูลจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มาประกอบการพิจารณา ทั้งพฤติกรรมการชำระเงิน การส่งมอบสินค้า คุณภาพสินค้า และการคืนสินค้า ซึ่งช่วยให้ธนาคารเห็นศักยภาพของผู้ประกอบการที่ยังไม่มีประวัติในระบบได้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ ยังมองถึงโอกาสจากการเชื่อมโยงข้อมูลภาคการเงินและข้อมูลเครดิตที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินความเสี่ยงและเปิดโอกาสให้ลูกค้ากลุ่มใหม่เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

ลุ้น GDP ปี 70 โตดีกว่าปีนี้ รับลงทุน Data Center-EV-FDI

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง แม้เริ่มเห็นการฟื้นตัวแต่ยังไม่ทั่วถึง ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากแรงส่งจากภาคธุรกิจและภาครัฐสามารถขับเคลื่อนการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยปี 2570 มีโอกาสเติบโตสูงกว่าปี 2569 โดยธนาคารเห็นโอกาสจากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจไทย

สำหรับสินเชื่อธุรกิจ หรือคอร์ปอเรทของธนาคาร โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 เติบโตประมาณ 7% สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจรายใหญ่ในการขับเคลื่อนการลงทุน โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการสนับสนุนธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านสินเชื่อและบริการทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจขยายการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งไม่ได้สร้างโอกาสเฉพาะผู้ลงทุนโดยตรง แต่ยังเชื่อมโยงไปยังธุรกิจในระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ไปจนถึงโครงข่ายเชื่อมต่อข้อมูล ธนาคารจึงพร้อมสนับสนุนสินเชื่อและบริการทางการเงินแบบครบวงจร เพื่อให้การลงทุนขนาดใหญ่ส่งต่อโอกาสไปยังผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน ธุรกิจ Corporate ยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงโอกาสไปสู่ผู้ประกอบการ SME และธุรกิจรายย่อย ผ่าน Supply Chain เพื่อให้การเติบโตของบริษัทขนาดใหญ่กระจายไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเทศ

นายจงรักยังมองว่า กระแสการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นแนวโน้มระดับโลกที่ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้บางประเทศหรือบางทำเลอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ แต่ความต้องการ Data Center ยังมีอยู่ โดยแต่ละประเทศต้องพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บและเคลื่อนย้ายข้อมูล ทำให้ยังมีความจำเป็นต้องลงทุนในพื้นที่ที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ

ส่วนการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทจาก 10% เป็น 35% ตามประเภทสินค้า มองว่าเกี่ยวข้องกับการสร้างสมดุลของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และอาจเพิ่มโอกาสให้ SME ผู้ผลิตชิ้นส่วนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงสนับสนุนการจ้างงานในประเทศ

บริหารความเสี่ยงเชิงรุก รับมือภัยไซเบอร์-น้ำท่วม-ความผันผวนโลก

นายจงรักกล่าวว่า การบริหารความเสี่ยงโดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเครดิต การทุจริตทางการเงิน ภัยไซเบอร์ การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ตลอดจนความเสี่ยงด้านตลาดและสภาพคล่อง

ขณะที่ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการนำข้อมูลและสถานการณ์จำลองจากแหล่งข้อมูลระดับโลกมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลพื้นที่เสี่ยง รวมถึงแผนที่จาก GISTDA และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อประเมินผลกระทบต่อธุรกิจและมูลค่าหลักประกัน พร้อมทดสอบความอ่อนไหวต่อความเสี่ยง

ด้านภัยไซเบอร์ ธนาคารมีศูนย์ Cyber Security Operation Center ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน ติดตามสถานการณ์การโจมตีทั่วโลกและเร่งปิดช่องโหว่ที่ตรวจพบ พร้อมซักซ้อมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถกู้คืนระบบและกลับมาให้บริการได้รวดเร็วหากเกิดเหตุขัดข้อง

ชู AI ผสานคน ยกระดับคุณภาพบริการ

นายพิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การแข่งขันในธุรกิจการเงินกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ไปสู่การแข่งขันด้านความเข้าใจลูกค้า คุณภาพคำแนะนำ และความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ธนาคารจึงมุ่งผสานบุคลากรเข้ากับเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์และคุณภาพการให้บริการ

ทั้งนี้กลุ่ม SME เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจและมีสัดส่วนการจ้างงานมากกว่า 70% ของประเทศ แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขัน ต้นทุน และข้อจำกัดด้านโครงสร้างธุรกิจ ธนาคารจึงต้องการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาที่ลูกค้าไว้วางใจ โดยไม่ได้จำกัดบทบาทเพียงการให้สินเชื่อ แต่สนับสนุนทั้งความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันการชำระเงินแบบครบวงจร บริการเฉพาะอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ และหลักสูตรพัฒนาผู้ประกอบการ K SME Care ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องถึงรุ่นที่ 27

ส่วนธุรกิจ Wealth มุ่งสู่การเป็นการดูแลลูกค้าตลอดทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การสร้างความมั่งคั่ง การปกป้องทรัพย์สิน ไปจนถึงการส่งต่อความมั่งคั่ง โดยฐานลูกค้า Wealth เติบโต 16% และสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวม (Mutual Fund AUM) เติบโต 8% ขณะที่ธนาคารมองว่า AI จะเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาบริการใหม่ แต่ไม่สามารถทดแทนบุคลากรได้ทั้งหมด เพราะความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์กับลูกค้ายังคงเป็นหัวใจของธุรกิจการเงิน

รับมือ Virtual Bank ชูฐานลูกค้า-ดิจิทัล เร่งสินเชื่อยั่งยืน

นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การเข้ามาของ Virtual Bank ทำให้การแข่งขันในตลาดการเงินเข้มข้นขึ้น แต่ธนาคารต้องปรับตัวและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยแม้ผู้เล่นใหม่อาจมีข้อได้เปรียบด้านความคล่องตัว ขนาดองค์กร และเทคโนโลยี แต่ธนาคารกสิกรไทยมีจุดแข็งด้านเงินทุน ฐานลูกค้า และความเข้าใจตลาดที่สั่งสมมา

การแข่งขันในอนาคตจึงต้องสามารถให้บริการได้ตรงความต้องการและคุ้มค่ากับลูกค้า ธนาคารจึงมุ่งรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบัน พร้อมพัฒนาบริการดิจิทัล การชำระเงิน บัตรเครดิต และสินเชื่อที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านมีการปรับกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น ลูกค้าบางกลุ่มที่มีบัญชีเงินเดือนกับธนาคารสามารถทราบผลอนุมัติเบื้องต้นได้ภายใน 15 นาที

ด้านสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ธนาคารมีสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนสะสมกว่า 253,000 ล้านบาท และตั้งเป้าขยายเป็น 400,000-500,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้จะมุ่งเน้น 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มศักยภาพพนักงาน การปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าและประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน และการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ ทั้งการดูแลลูกค้า การขาย และการให้บริการ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

เตรียม Orbix รอจังหวะสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่เร่งลงทุนเกินจำเป็น

สำหรับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ธนาคารยังเห็นโอกาสเติบโตในอนาคต โดยกลุ่ม Orbix (ออร์บิกซ์) มีความพร้อมด้านใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหลายประเภท แต่จะเลือกจังหวะลงทุนตามความพร้อมของตลาดและทิศทางกฎเกณฑ์ที่ยังเปลี่ยนแปลง

ส่วนแนวทางลงทุนเป็นลักษณะเตรียมความพร้อมไว้ก่อน โดยไม่เร่งลงทุนเกินความจำเป็น ขณะที่ธนาคารยังไม่มีนโยบายถือครอง Bitcoin เพื่อการลงทุน และมุ่งเน้นสินทรัพย์ดั้งเดิม เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน และตราสารทุน ตามความเหมาะสมของธุรกิจธนาคารพาณิชย์

ส่วน Stablecoin ธนาคารมองว่ามีโอกาสเติบโตจากแนวโน้มทั่วโลก โดยเฉพาะการนำมาใช้ชำระเงินระหว่างประเทศ แต่การพัฒนาในประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับแนวทางและการสนับสนุนของหน่วยงานกำกับดูแล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน