กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกร ฟื้นฟูเครื่องจักรกลเกษตรที่ประสบอุทกภัย ส่งทีมช่างเกษตรท้องถิ่น ซ่อมแซมเครื่องจักรกลเกษตรฟรี 17 – 21 พ.ย. นี้
นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และจังหวัดนครนายก สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือน พื้นที่ทำการเกษตร และเครื่องจักรกลทางการเกษตรซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการประกอบอาชีพของเกษตรกร
จึงได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร โดยกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร บูรณาการร่วมกับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง และสำนักงานเกษตรจังหวัดทั้ง 5 พื้นที่ ดำเนินการสำรวจเครื่องจักรกลเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พร้อมกับจัดเตรียมจุดให้บริการซ่อมแซมในพื้นที่ และจัดทำแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเครื่องจักรกลเกษตรอย่างเร่งด่วน
ผนึกกำลัง 4 ศูนย์ฯ ประกอบด้วย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดลพบุรี และศูนย์ส่งเสริม และพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยช่างเกษตรท้องถิ่น
คือ เกษตรกรผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจากโครงการพัฒนาเกษตรกรเพื่อให้บริการทางการเกษตร กิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่นประจำแปลงใหญ่ ช่างเกษตรท้องถิ่นหลักสูตรเน้นหนัก หรือเกษตรกรผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม จากโครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร กิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น หลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 ของกรมส่งเสริมการเกษตร
ดำเนินการให้บริการซ่อมแซมเครื่องจักรกลเกษตรช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแขม ช่วยให้เกษตรกรสามารถนำเครื่องจักรกลเกษตรไปใช้ ในการเตรียมพื้นที่ทำการเกษตรได้ทันที เมื่อสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ
นายกฤษ อุตตมะเวทิน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจในพื้นที่เป้าหมาย (จังหวัดฉะเชิงเทรา, สระแก้ว และจังหวัดปราจีนบุรี) พบว่ามีเครื่องจักรกลเกษตรที่ได้รับความเสียหายรอรับการฟื้นฟูรวมกว่า 776 เครื่อง โดยมีกำหนดการลงพื้นที่ให้บริการตามจุดบริการในระดับตำบลและอำเภอ ดังนี้
- จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้บริการที่อำเภอสนามชัยเขต ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2569 (ณ ศาลาประชาคม หมู่ 7 บ้านวังไทร ตำบลคู้ยายหมี)
- จังหวัดสระแก้ว ให้บริการที่อำเภอวังน้ำเย็น ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2569 (ณ ศพก.ตำบลตาหลังใน และศาลาเอนกประสงค์ หมู่ 6 บ้านคลองใหญ่ ตำบลทุ่งมหาเจริญ), อำเภอเขาฉกรรจ์ ระหว่างวันที่ 18 – 21 พฤศจิกายน 2569 (ณ ศาลากลางบ้าน หมู่ 10 บ้านเกาะรัง ตำบลหนองหว้า, วัดวังรี หมู่ 1 ตำบลเขาฉกรรจ์ และวัดบูรพาชัยวนาราม ตำบลพระเพลิง), และอำเภออรัญประเทศ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2569 (ณ ศาลากลางบ้าน หมู่ 5 บ้านโรงเรียน ตำบลบ้านด่าน รวมถึงตำบลฟากห้วย, ตำบลอรัญประเทศ และตำบลท่าข้าม)
- จังหวัดปราจีนบุรี ให้บริการที่อำเภอกบินทร์บุรี ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2569 (ณ สหกรณ์บ้านโนนฝาวพัฒนาเกษตรอินทรีย์ (คทช.) จำกัด หมู่ 1 ตำบลวังตะเคียน), อำเภอนาดี ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2569 (ณ สำนักงานเกษตรอำเภอนาดี ตำบลนาดี), อำเภอประจันตคาม ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2569 (ณ ที่ว่าการอำเภอประจันตคาม ตำบลประจันตคาม) และอำเภอศรีมหาโพธิ์ ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2569 (ณ วัดดอนใหญ่ หมู่ที่ 5 ตำบลดงกระทงยาม)
โดยเครื่องจักรกลเกษตรที่นำมารับบริการ ต้องอยู่ภายในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และจังหวัดนครนายก ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ซึ่งกรมส่งสริมการเกษตรจะให้บริการตรวจเช็ค และซ่อมแซมเครื่องจักรกลเกษตรขนาดเล็กเฉพาะต้นกำลังที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ได้แก่ รถไถเดินตาม, เครื่องยนต์ดีเซล 1 กระบอกสูบ, เครื่องยนต์เบนซินเอนกประสงค์, เครื่องตัดหญ้า, เครื่องพ่นยา, เลื่อยยนต์ เป็นต้น โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้ง 10 รายการ ดังนี้
- ถอดล้างทำความสะอาดชิ้นส่วนเครื่องยนต์
- เปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น
- เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง
- ตรวจเช็คและซ่อมแชมระบบกำลังอัด
- ตรวจเช็คและซ่อมแชมระบบหล่อลื่น
- ตรวจเช็คและซ่อมแซมระบบน้ำมันเชื้อเพลิง
- ตรวจเช็คและซ่อมแซมระบบระบายความร้อน
- ตรวจเช็คและซ่อมแซมระบบจุดระเบิด
- ทดสอบการติดเครื่องยนต์เพื่อการใช้งาน
- ให้คำแนะนำการใช้และบำรุงรักษาเครื่องจักรกลเกษตร
“กรมส่งเสริมการเกษตร เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรกลเกษตร ช่วยให้เกษตรกรสามารถนำเครื่องมือกลับมาใช้เตรียมแปลงและทำการเกษตรในฤดูกาลใหม่ได้อย่างทันท่วงที สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ต้องการนำเครื่องจักรกลเกษตรเข้ารับบริการ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่” นายกฤษ กล่าว