ครม.มอบสำนักงบฯ-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนหลักเกณฑ์ขึ้น “บัญชีนวัตกรรมไทย” ภายใน 60 วัน หลังพบข้อจำกัด หวังยกระดับระบบจัดซื้อภาครัฐโปร่งใส คุ้มค่า
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้ทบทวนการจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย โดยให้สำนักงบประมาณร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ชะลอการพิจารณาจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย
โดยให้ทบทวนกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ ตรวจสอบราคา การจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย ให้ครอบคลุมหลักเกณฑ์และสิทธิประโยชน์ รวมทั้งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ ครม. ได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณเป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)) กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาทบทวนการจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย โดยให้สรุปผลการพิจารณาและส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 60 วัน ก่อนเสนอ ครม. ต่อไป
โดยสำนักงบประมาณแจ้งว่า ที่ผ่านมาได้เริ่มประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยฉบับแรกเมื่อเดือนมกราคม 2559 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน 2569 โดยได้ประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยแล้วทั้งสิ้น 115 ฉบับ รวม 940 ผลงาน มีผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ครบกำหนดอายุสิทธิการขึ้นทะเบียนในบัญชีฯ 396 ผลงาน 3 รายการ
มีผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ได้รับการทบทวนสิทธิการขึ้นทะเบียนฯ (กรณีครบกำหนดอายุสิทธิฯ แล้ว) 26 ผลงาน และมีการยกเลิกการขึ้นบัญชีฯ 3 ผลงาน ปัจจุบันคงเหลือผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่อยู่ในบัญชีฯ 567 ผลงาน
สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2560-2567 จากผลการดำเนินงานและผลการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา พบว่ามีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อให้เข้าสู่ตลาดภาครัฐ โดยสรุปได้ 6 ประเด็น คือ
1.ประสิทธิผลของมาตรการ จากข้อมูลผลการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า แม้มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่สัดส่วนผลิตภัณฑ์ฯ ที่ได้รับการจัดซื้อจัดจ้างเมื่อเทียบกับจำนวนผลงานที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยกลับลดลง และการจัดซื้อจัดจ้างส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิม
2.ความซ้ำซ้อนกับระบบอื่น ผลิตภัณฑ์ฯ ที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยอาจมีความซ้ำซ้อนกับระบบหรือมาตรฐานอื่นที่มีอยู่แล้ว เช่น ราคากลางยา บัญชีรายการครุภัณฑ์ทางการแพทย์ บัญชีบริการดิจิทัล และราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เป็นต้น
3.การตรวจสอบราคา เนื่องจากผลิตภัณฑ์ฯ มีความหลากหลายและมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป โดยบางกรณีผู้ประกอบการมีการจ้างผลิตหรือนำเข้าวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศ หรือมีต้นทุนค่าวิเคราะห์ วิจัย ตรวจสอบคุณภาพ และกำไรค่อนข้างสูง หรือเมื่อมีผู้แทนจำหน่ายจะมีต้นทุนเพิ่มเติมสำหรับผู้แทนจำหน่ายด้วย ส่งผลให้การตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนและการเปรียบเทียบราคากับผลิตภัณฑ์อื่นดำเนินการได้ยาก
4.การแข่งขันและความโปร่งใส ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ สะท้อนประเด็นความเสี่ยงต่อการผูกขาด การแข่งขันไม่เป็นไปตามกลไกการตลาด การเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ขายรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ และขาดการติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ
5.ความสอดคล้องกับหลักการสากล หลักการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของ OECD และความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐของ WTO ให้ความสำคัญกับการไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใส ความเป็นธรรม การเปิดตลาด และการแข่งขัน โดยการใช้มาตรการสนับสนุนนวัตกรรมควรคำนึงถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อการแข่งขัน
6.ข้อร้องเรียนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีกรณีที่นำรายการในบัญชีนวัตกรรมไทยไปกำหนดในแบบรูปรายการงานก่อสร้าง ส่งผลต่อการส่งมอบงานตามสัญญา แต่คู่สัญญาซึ่งมิใช่ผู้จำหน่ายหรือผู้แทนจำหน่ายไม่สามารถจัดหาสินค้าได้