น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้รัฐบาลในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 จัดเก็บได้ 1.29 ล้านล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 6.05 หมื่น ล้านบาท หรือ 4.9% โดยมีสาเหตุจากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการ 3.04 หมื่นล้านบาท และการจัดเก็บรายได้ของหน่วยงานอื่นสูงกว่าประมาณ 2.31 หมื่นล้านบาท

“ในช่วงที่ผ่านมาการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิยังเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังประเมินไว้ สำหรับในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ กระทรวงการคลังจะกำกับดูแลให้การจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” น.ส.กุลยากล่าว

อย่างไรก็ตามในส่วนของการเก็บภาษี กรมสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม 8.99 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 6,554 ล้านบาท หรือ 0.7% เนื่องจากภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1.42 หมื่นล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 1,958 ล้านบาท

ขณะที่กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้รวม 3.22 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,289 ล้านบาท หรือ 0.7% โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีน้ำมัน 7,388 ล้านบาท ภาษีเบียร์ 4,341 ล้านบาท และภาษีสุราฯ จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 2,001 ล้านบาท

ด้านกรมศุลกากร จัดเก็บรายได้รวม 6.33 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 2,070 ล้านบาท หรือ 3.2% โดยเป็นผลจากการจัดเก็บอากรขาเข้าต่ำกว่าประมาณการจำนวน 2,343 ล้านบาท เนื่องจากการนำเข้าสินค้าที่ใช้สิทธิพิเศษทางภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้การจัดเก็บอากรขาเข้าไม่ขยายตัวตามที่ประมาณการไว้

น.ส.กุลยา เปิดเผยว่า ในส่วนของฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 1.29 ล้านล้านบาท ในขณะที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น 1.84 ล้านล้านบาท รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 3.34 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 2.77 แสนล้านบาท

“การเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันรัฐบาลยังคงบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เพียงพอ เพื่อรองรับการเบิกจ่ายในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ” น.ส.กุลยากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน