พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลงทุนก่อสร้างโครงการระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 7,250 ล้านบาท ซึ่งระบบส่งไฟฟ้าที่มีการลงทุนเพิ่มเติมของ กฟผ. จะช่วยรองรับความต้องการไฟฟ้าของ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ
โดยกระทรวงพลังงานรายงานว่า สืบเนื่องมาจากโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ซึ่งกฟผ. มีการลงนามในสัญญากับบริษัทเอกชนในการรับซื้อไฟฟ้าปริมาณ 5,000 เมกะวัตต์ ประกอบไปด้วยการรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัท กัลฟ์ เอสอาร์ซี จำกัด จำนวน 2,500 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้า กัลฟ์ พีดี จำกัด จำนวน 2,500 เมกะวัตต์ ซึ่งมีการลงนามในสัญญาและได้มีการบรรจุโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โรงไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2015)
ส่วน การลงทุนระบบส่งไฟฟ้าระยะที่ 3 ในโครงการนี้ประกอบไปด้วย การลงทุนในระบบส่งไฟฟ้าเพื่อเชื่อมโรงไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการ เข้าสู่ระบบไฟฟ้าของ กฟผ.ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการย่อย ได้แก่ โครงการระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของบริษัทกัลฟ์ เอสอาร์ซี จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราช จ.ชลบุรี โดยจะดำเนินการก่อสร้างสายส่ง 500 เควี จากลานไกโรงไฟฟ้าของ กัลฟ์ เอสอาร์ซี ไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 เควี ปลวกแดง ระยะทางประมาณ 8.5 กิโลเมตร (ก.ม.) โดยใช้ระบบเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ รวมทั้งให้ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง ปลวกแดงเพื่อรับสายส่งดังกล่าว กำหนดแล้วเสร็จในเดือนมิ.ย. 2563 เพื่อรองรับการจำหน่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2564
สำหรับวงเงินลงทุนของ กฟผ.วงเงินลงทุนรวม 7,250 ล้านบาท กฟผ.จะใช้แหล่งเงินทุนจากหลายแหล่งเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเอกชนในประเทศและหรือต่างประเทศ การออกพันธบัตรในหรือต่างประเทศ และเงินรายได้ของ กฟผ.โดยกฟผ.จะพิจารณาการใช้เงินรายได้จาก กฟผ.ก่อน โดยแบ่งเป็นการลงทุนในระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัทกัลฟ์ เอสอาร์ซี วงเงิน 679 ล้านบาท ระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากบริษัทกัลฟ์ พีดี วงเงินลงทุน 587.1 ล้านบาท และการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ.เพิ่มเติม 5983.9 ล้านบาท
กำหนดระยะเวลาในการลงทุนระหว่างปี 2561 -2565 โดย กฟผ.จะเริ่มลงทุนในปี 2561 ในวงเงิน 153 ล้านบาท โดยหาก กฟผ. ไม่สามารถก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าให้กับภาคเอกชนตามคู่สัญญานี้ได้ทันตามกำหนดการ COD กฟผ.จะต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payments:AP) เดือนละ 210 ล้านบาท
พล.ท.สรรเสริญกล่าวต่อว่า ในระหว่างการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ไฟฟ้าดับบางส่วนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลางเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านและนายกรัฐมนตรี อยากให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงผลกระทบ เพราะการที่ในประเทศเราต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่เราก็รับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน และได้ให้นโยบายว่าหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ในอนาคตให้กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเตรียมแผนการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรองรับสถานการณ์และทำให้ระยะเวลาในการกู้ระบบไฟฟ้าทำให้ได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งการพิจารณาตัดการจ่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า SPP เข้าสู่ระบบ ให้พิจารณาเป็นโซน โดยหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกให้ดูถึงความเหมาะสมโดยคำนึงถึงเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนเป็นสำคัญ