นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนธ.ค.2559 ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (กุมภาพันธ์ 2560) ปรับตัวลดลง 8.47% มาอยู่ที่ 95.69 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนทุกกลุ่มปรับตัวลดลง โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่ปรับตัวลดลงถึง 12.50% แต่ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด คือ พาณิชย์ ขณะที่ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

วรวรรณ ธาราภูมิ

วรวรรณ ธาราภูมิ

ในขณะที่ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลออกของเงินทุนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยได้เคลื่อนไหวตามทิศทางของตลาดต่างประเทศในภูมิภาค ตามการคาดการณ์ผลกระทบจากนโยบายทางเศรษฐกิจภายหลังผลการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และความเป็นไปได้สูงของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในเดือนธ.ค.ปีนี้ ซึ่งมีอิทธิพลทำให้มีกระแสเงินทุนไหลออกบางส่วนจากตลาดเกิดใหม่ ทั้งในส่วนตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ แต่อย่างไรก็ตามจากปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศที่มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการใช้จ่ายภาครัฐที่สอดคล้องเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายจากการท่องเที่ยว รวมไปถึงนักลงทุนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจไทยในเกณฑ์ทรงตัว ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

ส่วนปัจจัยที่ยังต้องจับตาคือ นโยบายเศรษฐกิจของนายโดนัล ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่ และกระทบต่อเนื่องมายังตลาดเกิดใหม่ในปีหน้า พร้อมให้แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2560 คาดว่าจะอยู่ที่ 3.2% ใกล้เคียงปีนี้ โดยมีปัจจัยการลงงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัว

“ฐานะการเงินของประเทศไทยยังแข็งแกร่งทั้งเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ และสถานะหนี้เงินกู้ต่างประเทศต่ำ โดยเฉพาะในรูปของการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของนักลงทุนต่างประเทศในสัดส่วนเพียง 9-10% เทียบกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียซึ่งมีภาระหนี้พันธบัตรรัฐบาลที่ขายให้นักลงทุนต่างประเทศในสัดส่วนสูงถึง 35 และ 40% ตามลำดับ ซึ่งมีความเสี่ยงหากนักลงทุนต่างประเทศไม่มั่นใจและเทขายพันธบัตรออกมา จะกระทบต่อค่าเงินในประเทศดังกล่าว”นางวรวรรณ กล่าว

วิน อุดมรัชตวนิชย์

วิน อุดมรัชตวนิชย์

ด้านนายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้คาดว่าดัชนีจะปิดที่ระดับ 1,500 จุด ส่วนปี 2560 มองว่าดัชนีจะอยู่ในกรอบ 1,400-1,600 จุด โดยปริมาณการซื้อขายต่อวันจะลดลงกว่าปีนี้ เป็นผลจากแนวโน้มรายได้ของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะขยายตัวต่ำ 8% เพราะปัจจัยบวกทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ค่อยมี ขณะที่ราคาหุ้นไทยค่อนข้างแพง อยู่ที่ระดับ 16.5 เท่าของกำไรสุทธิ (พี/อี) อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศจากนโยบายทรัมป์ และปัจจัยการเมืองของกลุ่มประเทศยุโรป

ขณะที่ปัจจัยบวกในประเทศ ยังคงอยู่ที่การลงทุนภาครัฐผ่านโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 2 แสนล้านบาท และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่คาดว่าจะทยอยออกมาเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ โดยประเมินค่าเงินบาทในปีหน้าไว้ที่ 35-36.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ พร้อมให้แนวทางการลงทุนในปีหน้าไว้ 3 แนวทาง คือ ช่วงครึ่งปีแรกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า แนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปของเงินดอลลาร์ อาทิ ตลาดหุ้นสหรัฐ และให้เลี่ยงการลงทุนในทองคำ ส่วนครึ่งปีหลังหากการดำเนินนโยบายของนายทรัมป์ ไม่ประสบความสำเร็จ คาดว่าเงินทุนจะไหลกลับมายังประเทศเกิดใหม่ และสุดท้ายหากเกิดเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายจากการเลือกตั้งในหลายประเทศของยุโรป แนะนำให้มีการลงทุนในกองทุนที่มีความผันผวนน้อย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน