สศอ.เร่งทำคลอดแผนทรานฟอร์ม รถยนต์ไฟฟ้าสู่อนาคตปีนี้ กดราคารถให้ปชช.เข้าถึง ห่วงเวียดนามสกัดนำเข้ารถยนต์จากไทยฉุดรายได้วูบ 2.25 หมื่นล้าน

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้านโยบายการเปลี่ยนแปลง (ทรานฟอร์ม) รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (อีโคคาร์) ไปสู่อีโคคาร์ที่ผสมผสานพลังงานไฟฟ้า (อีโคอีวี) ว่าคาดจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนผลิตรถยนต์ที่มีองค์ประกอบยานยนต์ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในไทย 100%
นอกจากนี้ ยังช่วยให้ประชาชนของประเทศที่ส่วนใหญ่มีรายได้น้อยไปถึงปานกลาง โดยเฉพาะในวัยเริ่มทำงาน รวมถึงกลุ่มที่ชื่นชอบรถยนต์ขนาดเล็กเป็นลูกค้าหลักของอีโคคาร์ก็สามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ได้ ซึ่งเบื้องต้นคาดอีโคคาร์ ไฮบริดราคาขายน่าจะอยู่ที่ 500,000-600,000 บาทต่อคัน ต่ำกว่าอีโคอีวีที่น่าจะราคาไม่เกิน 700,000 บาทต่อคัน

สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับเวียดนามเพื่อขอให้ผ่อนคลายมาตรการตรวจสอบรถยนต์ที่นำเข้าจากไทยนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปหลังล่าสุดการเจรจาล้มเหลว ซึ่งยอมรับว่าไทยจะได้รับผลกระทบต่อเนื่อง เห็นได้จากตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ค.2561 ไทยส่งออกรถยนต์ไปเวียดนามได้เพียง 1.27 หมื่นคัน จากที่คาดไว้ปีนี้อยู่ที่ 6.5 หมื่นคัน และคาดว่าทั้งปีไทยจะส่งออกรถยนต์ไปเวียดนามต่ำกว่าเป้าหมายถึง 70% ที่ราคา รถยนต์เฉลี่ยคันละประมาณ 5 แสนบาท ทำให้ไทยสูญเสียรายได้กว่า 2.25 หมื่นล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่าก่อนหน้านี้ สศอ. และกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ตั้งเป้าหมายจัดทำรายละเอียดแผนดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ (ก.ค.-ก.ย.2561) แต่เนื่องจากกรมสรรพสามิตมีการปรับเปลี่ยนอธิบดีกรมฯ จึงต้องให้อธิบดีคนใหม่เป็นผู้พิจารณา โดยเบื้องต้นประกาศกรมสรรพสามิต กฎหมายเพิ่มเติมที่จะออกมานั้นน่าจะมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตลงครึ่งหนึ่ง เหลือ 6% จากเดิม 12% เช่นเดียวกับภาษีสรรพสามิตไฮบริด ที่ลดลงครึ่งหนึ่งจากนโยบายยุทธศาสตร์รถยนต์อีวี จนต่ำสุดอยู่ที่ 4% ขณะที่ภาษีสรรพสามิตอีวี อยู่ระดับ 2% เมื่อภาษีอีโคคาร์ลดลงจะจูงใจให้น่าลงทุนมากขึ้น

“ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเกิดความลักลั่นของอัตราภาษีสรรพสามิตอีโคคาร์และไฮบริด จนทำให้ค่ายรถยนต์ที่ได้รับการส่งเสริมอีโคคาร์ 2 ลังเลที่จะลงทุน ทำให้ปัจจุบันลงทุนไม่ครบทุกราย เพราะรถยนต์ไฮบริดน่าสนใจกว่า อีกทั้งรายละเอียดของประกาศสรรพสามิตยังกำหนดชิ้นส่วนอีวีที่ควรลงทุนในไทยมีแค่ตัวเดียว คือ ไฮบริด จากทั้งหมด 5 ตัวที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำหนดไว้ ทำให้อีก 4 ตัวยังไม่มีการลงทุนเลย หากเป็นเช่นนี้สุดท้ายอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะอีโคคาร์ที่มีฐานการลงทุนอยู่แล้วจะสะดุด ขณะที่อีวีก็เกิดยาก จะมีแค่ไฮบริดเท่านั้นที่นักลงทุนสนใจ”รายงานข่าวระบุ

อย่างไรก็ตาม การจัดทำแผนจะต้องแล้วเสร็จและประกาศใช้ได้ภายในปีนี้ตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยเฉพาะการลงทุนอีโคคาร์ที่คาดว่าจะเกิดเม็ดเงินลงทุนขั้นต่ำ 20,000 ล้านบาท แต่หากช้ากว่านี้อาจทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเสียหาย นักลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์อาจย้ายโรงงานไปผลิตในต่างประเทศ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน