พาณิชย์เตรียมใช้ไม้แข็งลงดาบบริษัทเมินแจงวัตถุประสงค์นำเข้ามะพร้าว ว่านำไปใช้ในอุตสาหกรรมตามที่แจ้งไว้จริง ไม่ใช่เอาไปขายต่อในประเทศ
ขู่ลงดาบไม่แจงวัตถุประสงค์นำเข้ามะพร้าว– นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะกรมฯ ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าไปตรวจสอบการนำเข้ามะพร้าว โดยขอให้ผู้นำเข้ารายงานผลการใช้มะพร้าวว่าถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ในการขออนุญาตนำเข้าหรือไม่ เพื่อติดตามมะพร้าวที่นำเข้า ได้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมตามที่แจ้งไว้จริง ไม่ใช่ถูกนำไปขายต่อในประเทศ ซึ่งผู้นำเข้าส่วนใหญ่ได้รายงานผลเข้ามาแล้ว คงเหลืออีกประมาณ 10 ราย ที่ไม่ได้รายงานผลการนำเข้า โดยกรมฯ อาจจะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมพร้อมลงพื้นที่
อย่างไรก็ดี สำหรับ 10 ราย ที่ยังขาดการรายงานหากมีการตรวจสอบพบว่าไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ขอนำเข้า กรมฯ จะมีมาตรการดำเนินการ เช่น การไม่ออกหนังสือรับรองฯ เป็นต้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจได้ นอกจากนี้ กรมฯ ยืนยันว่าการนำเข้ามะพร้าวตามมาตรการที่กรมฯ ดูแล ไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคามะพร้าวตกต่ำ เพราะสถิตินำเข้าในช่วง 8 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ส.ค.) มีการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศปริมาณ 195,303 ตัน ลดลง 27.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการนำเข้า 268,672 ตัน
ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ามะพร้าวในประเทศมีเพียงพอ ส่วนตัวเลขปี 2560 ที่มีการนำเข้าเพิ่มถึง 420,971 ตัน เพิ่มขึ้น 115 เท่าจากปี 2559 ที่มีการนำเข้า 3676 ตัน เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยจากข้อมูล กรมศุลกากร ปี 2559 มีการนำเข้ารวม 171,720 ตัน ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2560 เพิ่มขึ้นเพียง 1.68 เท่า ทั้งนี้การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการระบาดของหนอนหัวดำในมะพร้าว ทำให้มะพร้าวเสียหาย ผลผลิตลดลง จึงทำให้มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น แต่ในปี 2561 โรคหนอนหัวดำถูกแก้ไขได้ มะพร้าวในประเทศมีผลผลิตออกมามาก การนำเข้าก็ลดลง
“ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นผลส่วนหนึ่ง คือ ผลผลิตภายในประเทศมีมาก เพราะไทยแก้ปัญหาโรคหนอนหัวดำได้แล้ว และอีกส่วนหนึ่ง อาจจะเกิดจากปัญหาการลักลอบนำเข้า ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเข้าไปดูแลและเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าแล้ว แต่ทั้งนี้ ต้องอาศัยหน่วยงานที่ดูแลตรวจสอบมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนเพื่อป้องกันปัญหาในเรื่องของการนำเข้าที่อาจจะผิดกฎหมาย และกระทบต่อราคาภายในประเทศ ส่วนที่กรมฯเกี่ยวข้องก็จะติดตามผู้นำเข้าดำเนินการตามวัตถุประสงค์จริงหรือไม่”
นายอดุลย์ กล่าวอีกว่า ส่วนกระแสที่ต้องการให้กรมฯใช้มาตรการเซฟการ์ด เพื่อปกป้องการนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะมะพร้าวนั้น ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบ WTO ที่สามารถทำได้ กรมฯ ชี้แจงว่า ในมาตรการเซฟการ์ด ที่กรมฯ ดูแล สามารถดำเนินการได้เฉพาะสินค้าที่ไม่เกิดการเน่าเสีย เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาการไต่สวนหาข้อเท็จจริงก่อนการประกาศใช้มาตรการถึง 1 ปี และสินค้าเกษตรอย่างสินค้ามะพร้าว ซึ่งเป็นพืชที่เกิดการเน่าเสียได้ง่าย ดังนั้น มาตรการ พ.ร.บ.ปกป้องจากการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น นั้นจึงใช้ไม่ได้ แต่มาตรการเซฟการ์ดที่ดูพืชโดยเฉพาะนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ถือมาตรการปกป้องดังกล่าวตามกรอบ WTO ซึ่งสามารถใช้มาตรการได้ แต่ข้อเสียคือ ยังไม่มี พ.ร.บ.ในการบังคับใช้
ดังนั้น หากจะสามารถดำเนินการแก้ไข การกำหนดมาตรการให้ผู้นำเข้าซื้อมะพร้าวตามสัดส่วนการนำเข้า โดยใช้มาตรการสุขอนามัยพืช โดยต้องนำเสนอให้คณะกรรมการพืชน้ำมันฯ พิจารณา ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการในวันที่ 18 ต.ค. 2561 นี้ ขณะที่การใช้มาตรการเซฟการ์ด เพื่อปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะต้องยื่นเรื่องเข้ามาให้กรมฯ พิจารณา กรมฯ จะสามารถใช้มาตรการเข้าไปดูแล ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับสินค้ารายการอื่นๆ ที่ได้ดำเนินการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการนำเข้าและร้องเรียนเข้ามา เช่น เหล็ก บล็อกแก้ว
สำหรับการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ เป็นเรื่องที่คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช จะต้องมีการพิจารณามาตรการออกมา ซึ่งกรมฯ หรือกระทรวงพาณิชย์เป็นเพียงแค่หน่วยงานปฏิบัติ โดยกรมฯ ดูแลการนำเข้าตามพันธกรณี WTO และ AFTA และได้มีการกำหนดเงื่อนไขการนำเข้าไว้แล้ว โดยภายใต้ WTO ผูกพันเปิดตลาดในโควตาไว้ 2,317 ตันต่อปี ภาษี 20% ให้นำเข้าได้ช่วงม.ค.-พ.ค. และพ.ย.-ธ.ค. แต่ถ้านอกโควตาเก็บภาษี 54% ให้นำเข้าได้ทั้งปี ไม่จำกัดปริมาณ มีนำเข้า 27,580 ตัน มูลค่า 201 ล้านบาท ซึ่งเป็นการนำเข้าเพื่อส่งออก จะได้คืนภาษี และภายใต้ AFTA ภาษี 0% กำหนดเวลานำเข้าช่วงเดียวกับ WTO และไม่จำกัดปริมาณเช่นเดียวกัน พบว่ามีการนำเข้า 167,723 ตัน มูลค่า 1,495 ล้านบาท
และการนำเข้าส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนการจะเพิ่มมาตรการอื่น นอกเหนือจากนี้ ที่จะปกกันปัญหา เช่น การจำกัดระยะเวลานำเข้า คณะกรรมการพืชน้ำมันฯ ต้องเป็นผู้พิจารณา ซึ่งกรมฯ พร้อมที่จะปฏิบัติตาม แต่ก็ต้องดูว่าผิดเงื่อนไขของ WTO หรือไม่ เพราะอาจจะถูกฟ้องร้องได้