นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าสั่งการให้กรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต เร่งหารายได้เข้ารัฐเพิ่มเติมจากเดิม โดยมอบหมายให้ศึกษาการจัดเก็บรายได้จากภาษีเดิมที่มีอยู่ หรืออาจศึกษาภาษีใหม่เพิ่มเติม เพื่อรองรับการใช้จ่ายของประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตัวเลขการจัดทำงบประมาณปี 61 เบื้องต้นพบว่ารายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย แบ่งเป็นรายได้ 2.4 ล้านล้านบาท ส่วนรายจ่ายอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ให้มากกว่าเดิมที่เสนอมา
“ที่ผ่านมา ทั้ง 2 กรมภาษี ศึกษาการเพิ่มจัดเก็บรายได้อยู่แล้วหรืออาจจะศึกษาใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่ายของรัฐที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยให้เวลา 3 เดือน ต้องได้ข้อสรุปถึงแนวทางต่างๆ ว่าสามารถจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นอย่างไร เพราะรัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินเยอะมาก จึงได้มอบหมายให้กรมสรรพกร กับกรมสรรพาสามิตไปหาทางการหารายได้เพิ่มขึ้น และให้นำมาเสนอให้พิจารณาอีกครั้ง”นายสมคิด กล่าว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่าขณะที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 60 กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจไทยขยายตัวไว้ใกล้เคียง 4% ซึ่งทุกหน่วยงานต้องเร่งดำเนินการให้นโยบายต่างๆ สามารถขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงเกิดผลมากที่สุด ถือเป็นส่วนสำคัญที่ผู้บริหารกระทรวงการคลังต้องดำเนินการ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างการปรับตัวไปในทิศทางที่ดี
สำหรับมาตรการที่ให้เอกชนลงทุนรับสิทธิมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่าตามนโยบายรัฐบาล ที่หมดอายุไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.59 ขณะนี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง อยู่ระหว่างการพิจารณาต่ออายุเพิ่มเติมให้ แต่จะมีเงื่อนไขบางส่วนให้กับผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม