คนไทยกระอักแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ขยับครั้งแรกในรอบ 7 ปี พร้อมหั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 4.2% ปีหน้าเหลือ 4% รับผลการค้าโลก คลังโอดเหลือกระสุนกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง ด้าน ธอส.-ธพว.กอดคอตรึงดอกเบี้ยอุ้มลูกค้าบ้าน-เอสเอ็มอี ส่วนหอการค้าโวยทำเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า กรุงไทยคาดดอกเบี้ยแตะ 2% สิ้นปี 2562
นายทิตนันท์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้ปรับขึ้นอัตราเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ปี จาก 1.50% เป็น 1.75% โดยให้มีผลทันที ซึ่งเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2554 เนื่องจากเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ตามแรงส่งขออุปสงค์ในประเทศ แม้อุปสงค์ต่างประเทศจะชะลอตัวลง จะเห็นจากตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจสูงกว่า 4% ติดต่อกัน 3 ปี (2560-2562) จึงไม่มีความจำเป็นในการพึ่งพาการเงินที่ผ่อนคลายมากอย่างที่ผ่านมา
“ที่ถามว่าไทยอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นหรือไม่ ตอนนี้ กนง.ก็ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ส่วนจะมีการขึ้นอีกหรือไม่ต้องติดตามเป็นครั้งต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับข้อมูล (Data Independent) ในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งอาจจะมีการคงดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ยก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าครั้งต่อไปจะต้องขึ้นอีก โดยดอกเบี้ย 1.75% ไม่กระทบกับแรงส่งการขยายตัวในประเทศ”นายทิตนันท์ กล่าว
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องตามแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศ แม้อุปสงค์ต่างประเทศชะลอลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพระบบการเงินโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินได้ในอนาคต กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นว่าควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งเพื่อสร้างขีดความสามารถในการด่าเนินนโยบายการเงิน (policy space) ส่าหรับอนาคต
ส่วนกรรมการ 2 ท่านเห็นว่า ปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากต่างประเทศปรับสูงขึ้นและอาจส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป จึงควรรอประเมินความชัดเจนของผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและความยั่งยืนของแรงส่งจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศไปอีกระยะหนึ่ง ประกอบกับมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ด่าเนินการไปได้ดูแลความเสี่ยง
ด้านเสถียรภาพระบบการเงินในบางจุดไปบ้างแล้วเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพแม้การส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่การท่องเที่ยวชะลอลงโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีน แต่เริ่มมีสัญญาณปรับดีขึ้นตามแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง โดย กนง.ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2561 มาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.4% และปี 2562 ที่ 4.0% จาก 4.2% ส่วนส่งออกในปี 2561 มาอยู่ที่ 7.0% จาก 9.0% และปี 2562 มาอยู่ที่ 3.8% จาก 4.3%
ส่วนการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามรายได้ครัวเรือน นอกภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น รวมทั้งได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐเพิ่มเติมแม้รายได้ครัวเรือนภาคเกษตรลดลงบ้างและยังมีแรงกดดันจากหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่าหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินไว้เดิมจากความล่าช้าในการลงทุนของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง
คณะกรรมการฯ จะติดตามความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่อาจจะกระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปียังมีแนวโน้มทรงตัว แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำจากความผันผวนของราคาพลังงานและราคาอาหารสด อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่ปรับสูงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ท่าให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต
ภาวะการเงินที่ผ่านมาอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ท่าให้ภาคเอกชนสามารถระดมทุนได้ต่อเนื่อง โดยสินเชื่อขยายตัวทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่ออุปโภคบริโภค คณะกรรมการฯ ประเมินว่าแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้น 0.25% ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับเงินสกุลภูมิภาค ในระยะข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวน คณะกรรมการฯ จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป
สำหรับระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่อาจสร้างความเปราะบางให้เสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (search for yield) ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจน่าไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร (underpricing of risks) คณะกรรมการฯ เห็นว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้จะช่วยลดการสะสมความเปราะบางในระบบการเงินควบคู่กับมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินที่ได้ด่าเนินการไป
มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้แรงส่งจากอุปสงค์ต่างประเทศชะลอลง คณะกรรมการฯ เห็นว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะยังมีความเหมาะสมในระยะข้างหน้า โดยจะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการด่าเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมในระยะต่อไป
นายลวรรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ไม่มีนโยบายในการแทรกแซงการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของกนง. หรือ การทำงานของธปท. ซึ่ง มีอิสระในการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว โดยเชื่อว่า กนง.คงนำปัจจัยทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมาพิจารณา ขณะที่หากกนง.ตัดสินใจขึ้นจริง สะท้อนว่า หลังจากนี้ไป กนง.จะมองเรื่องเสถียรภาพ หรือ ความมั่นคงเป็นหลัก ขณะที่นโยบายการคลังจะต้องมาพิจารณาใหม่เช่นเดียวกัน
“การมีกระสุนไว้ใช้ในมุมของธปท.เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องดูหลายมิติ แม้ว่า นโยบายการเงินกับนโยบายการคลังต้องไปด้วยดัน การขึ้นดอกเบี้ยอาจทำให้ ธปท. มีกระสุนในการทำนโยบายการเงิน แต่ด้านการคลังกระสุนอาจจะน้อยลงก็ได้ ” นายลวรรณ กล่าว
นายลวรรณ กล่าวว่า แนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาส 4 จะเติบโตดีกว่าไตรมาส 3 สะท้อนจากการส่งออกในช่วงเดือนต.ค.ที่เริ่มกลับมาดีขึ้น มาตรการท่องเที่ยวที่พยายามกระตุ้น จะช่วยเศรษฐกิจได้มาก
นายฉัตรชัย ศิลิไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้กับลูกค้าทันที แม้ว่า กนง.จะเห็นชอบให้ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 0.25% ก็ตาม ซึ่งจากนี้จะขอติดตามสถานการณ์ตลาดสินเชื่อในช่วงเดือน ม.ค.อีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาปรับดอกเบี้ยของธนาคาร เพราะไม่ต้องการให้กระทบกับลูกค้า
นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสากิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า แม้ว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.75% แต่เอสเอ็มอีแบงก์ก็จะยังตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการไว้เท่าเดิมจนถึงสิ้นเดือน ก.พ. 2562 เพื่อให้เวลาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัว เพราะสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้จะกระทบกับต้นทุนและการดำเนินงานอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มเสียดอกเบี้ยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีแบงก์อยู่ที่ 5%
นายมงคล กล่าวว่า ที่ผ่านมา ครม. ได้เห็นชอบให้เอสเอ็มอีแบงก์ออกหุ้นกู้อายุ 5 ปี วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเป็นการลดต้นทุนของธนาคาร คาดว่าการระดมเงินจากนักลงทุนสถาบัน ธนาคารจะมีต้นทุนอยู่ที่ 2% กว่าๆ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. จะกระทบกับกับภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้สูงขึ้น ทำให้การดำเนินงานมีความเสี่ยงไม่ได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินลดน้อยลง ส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ภายใต้ของบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่ไม่มีความแน่นอน
นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงาน Global Business Development and Strategy ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า คาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้ง เป็น 2% ในช่วงครึ่งหลังปี 2562 เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2562 เติบโต 4.1% ลดลงเล็กน้อยจากปีนี้ที่คาดว่าจะโต 4.3% ไม่ได้เป็นการเติบโตร้อนแรง ประกอบกับมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มเห็นการชะลอตัวแล้วตั้งแต่ปลายปีนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน และมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงเพิ่มอีกในช่วงต้นปี 2562 จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ที่อาจทวีความเข้มข้นขึ้น
ทั้งนี้ ในปี 2562 ธปท. จะมีการบังคับใช้มาตรการดูแลเสถียรภาพ ได้แก่ คุมการให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันที่เป็นอสังหาริมทรัพย์(LTV limit) ในเดือนเมษายน 2562 พร้อมทั้งคาดว่าธปท.อาจมีมาตรการดูแลเสถียรภาพด้านอื่นๆ เพิ่มเติมอีก โดยมาตรการเหล่านี้ เสมือนเป็นการเข้มงวดนโยบายการเงินเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว หากกนง.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนของมาตรการดังกล่าวอาจเป็นการเข้มงวดนโยบายการเงินมากเกินไป