รายงานพิเศษ ‘6กูรู’แนะทริกการลงทุน เล่นหุ้นอย่างไร?-ในปี2562
รายงานพิเศษ ‘6กูรู’แนะทริกการลงทุน : ปี2561 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปถือว่าเป็นปีแห่งการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่มีกำไรลดลง เนื่องจากถูกหลายปัจจัยลบรุมเร้า ทำให้ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ปิดสิ้นปี 2561 ที่ระดับ 1,563.88 จุด ลดลง 10.82%
ระหว่างปี 2561 ดัชนีขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 1,838.96 จุด เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2561 และต่ำสุดที่ระดับ 1,548.37 จุด เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2561 ส่วนดัชนี mai Index สิ้นปี 2561 อยู่ที่ 356.44 จุด ลดลงจากปี 2560 ปิดที่ 540.37 จุด หรือลดลง 34.04%
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (SET+mai Index) ในปี 2561 อยู่ที่ 57,673.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 50,113.72 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.09%
มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (SET+mai Index) อยู่ที่ 16,219,068.83 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 17,926,269.66 ล้านบาท หรือลดลง 9.52% สำหรับมูลค่าการซื้อขายของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 184,264.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งซื้อสุทธิที่ 103,632.25 ล้านบาท
ส่วนทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปี 2562 จะไปต่อหรือชะลอดูสถานการณ์ ต้องฟังกูรูประเมิน

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้วในปี 2561 โดยตลาดสะท้อนปัจจัยลบนอกประเทศไปหมดแล้ว โดยเฉพาะสงครามการค้าจีน-สหรัฐ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
จากนี้จึงน่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับปัจจัยในประเทศคาดว่าการเลือกตั้งในปี 2562 อาจส่งผลดีให้ตลาดหุ้นไทย หากรัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่ได้เสียงข้างมากและมีเสถียรภาพในการควบคุมเสียงในสภาได้
ส่วนการส่งออกยังต้องติดตามผลกระทบจากสงครามการค้าว่าจะออกมาในรูปแบบใด ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศยังมีการเติบโตจาก 2 ส่วนหลัก คือ การส่งออกและการท่องเที่ยว โดยประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2562 ไว้ที่ระดับ 1,850 จุด และประเมินกำไรสุทธิ บจ.คาดว่าจะเติบโต 10%
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต มองดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2562 ยังมีความผันผวนสูงอยู่ในกรอบ 1,520-1,850 จุด จากสภาพคล่องส่วนเกินในตลาดการเงินโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง
ประกอบกับเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัวพร้อมกันทั้งภูมิภาค และยังมีปัจจัยการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทยด้วย

นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
อย่างไรก็ดีมองว่าตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในรูปแบบของ ‘เทรดดิ้ง มาร์เก็ต’ หรือซื้อๆ ขายๆ ซึ่งบริษัทมองว่าราคาหุ้นในปัจจุบันน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า ที่ระดับราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ หรือพี/อี ที่ 14-15 เท่า มีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูง
ขณะที่ส่วนต่างของผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้น เทียบกับอัตราดอกเบี้ย 12 เดือนอยู่ที่ 4.4-4.6% ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูงเช่นกัน
“คำแนะนำนักลงทุนในปี 2562 ใช้ความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งหุ้นกลุ่มที่มองว่าการปรับตัวของราคาลงมาค่อนข้างมากแล้ว คือ กลุ่มเครื่องสำอาง และกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ พร้อมกับแนะกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย อาทิ กองทุน, กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และตราสารหนี้”

นายกัมพล จันทวิบูลย์
ด้าน นายกัมพล จันทวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ไทยพาณิชย์ ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2562 จะขึ้นไปแตะ 2,000 จุด โดยตลาดหุ้นไทยจะเป็นประเทศเป้าหมายกลุ่มบนที่เม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับเข้ามา เพราะมีระดับพี/อี ที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค และให้ผลตอบแทนดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
ขณะที่กำไร บจ.ไทยจะเติบโตได้ถึง 10% โดยได้อานิสงส์จากการลงทุนของภาครัฐ

นายศรพล ตุลยะเสถียร
สอดคล้องกับ นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ระบุว่าในเดือนธ.ค. 2561 เริ่มเห็นสัญญาณการไหลกลับของเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติ กลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยเป็นเดือนแรกในรอบ 14 เดือน หลังจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มผ่อนคลายลง
หากการเลือกตั้งในไทยสำเร็จลุล่วงไป ด้วยดี นักลงทุนสถาบันต่างประเทศที่มีนโยบายไม่ลงทุนในประเทศที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยจะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง
นอกจากนี้ปีหน้าประเทศไทยจะมีโครงการขนาดใหญ่ที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เช่น โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ที่คาดว่าจะสามารถเริ่มเดินหน้า 5 โครงการย่อยได้ภายในต้นปี 2562 ก่อนที่จะส่งผ่านโครงการให้รัฐบาลชุดต่อไป

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย
ขณะที่ นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้างานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.ภัทร กล่าวว่า ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนยังเป็นประเด็นกดดันตลาดหุ้นไทยในปี 2562 แม้จะเริ่มคลี่คลายแต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลต่อกระแสการเงินทุนของต่างชาติ รวมไปถึงภาคการค้า โดยเฉพาะการส่งออกและการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ประเด็นการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่เริ่มชะลอตัวลง โดย คาดว่าจีดีพีจะเติบโตเพียง 3.7% ลดลงจากปี 2561 ที่คาดว่าจะโต 4.2-4.3% ขณะเดียวกันยังต้องติดตามว่าการเลือกตั้งจะสงบเรียบร้อยหรือไม่ รวมถึงการส่งผ่านนโยบายรัฐจะเดินหน้าอย่างไร
“หากสถานการณ์ไม่สงบ หรือมีความไม่แน่นอนมีสูง อาจทำให้ในครึ่งปีแรกกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่กระเตื้องได้”

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ
ด้าน นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์บุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปี 2562 ทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดยังไร้ทิศทาง ทำให้สภาวะตลาดไม่สดใสมากนัก โดยนักลงทุนจะซื้อหุ้นแบบกล้าๆ กลัวๆ ขาดความมั่นใจ ทั้งนี้ คงต้องรอเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ มาสร้างเซนติเมนต์ หรือบรรยากาศการลงทุนเพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในปีหน้าให้สร้างพอร์ตการลงทุน โดยให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน 40% เพื่อรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย และเงินปันผล ส่วนการลงทุนทองคำ 5% ถือเงินสด 5% ขณะที่ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเหลือ 50%
พร้อมมองเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปี 2562 ที่ 1,817 จุด บนค่าพี/อี ที่ 15.8 เท่า ให้แนวรับที่ 1,550 จุด สำหรับหุ้นแนะนำลงทุนคือ กลุ่มนอนแบงก์ หรือคอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ กลุ่มธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนกลุ่มท่องเที่ยว เพราะมองว่าไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนมาก็ชูเรื่องท่องเที่ยว รวมถึงหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มพาณิชย์
ส่วนหุ้นที่หลีกเลี่ยง คืออสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัย และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากสถิติ 6 เดือนหลังเลือกตั้งการเปิดประมูลจะชะลอตัวลง
“กล่าวโดยสรุปการลงทุนมีความเสี่ยงขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยภายนอก ภายใน แต่ดัชนียังมีลุ้นว่าจะขึ้นไปแตะที่ระดับ 2,000 จุด ตามที่นักวิเคราะห์บางค่ายประเมินไว้ได้หรือไม่ แต่ที่สำคัญอย่าผลีผลาม เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน และติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด”
ทั้งหมดนั้นคือคำแนะนำของกูรูด้านการลงทุนในตลาดหุ้นไทย‘ปีหมู’