นักลงทุนในตลาดเงิน-ตลาดทุน มีความคาดหวังสูงมากต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ หากเลื่อนเลือกตั้งออกไปจะส่งผลต่อการสร้างความมั่นใจในการลงทุนภาคเอกชน

เอกชนลุ้นเลือกตั้งปีนี้ – นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยภายในงานสัมมนาหัวข้อเรื่อง “เศรษฐกิจไทยกับการเลือกตั้ง” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีเม็ดเงินลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพิ่มขึ้น 300,000 ล้านบาทต่อปี เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากตัวเลขฐาน 2% ต่อปีแน่นอน โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ทำให้เกิดการพัฒนาด้านต่างๆ สามารถรองรับความผันผวนนอกประเทศได้

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อีอีซี ซึ่งเป็นกฎหมายของตัวเองชัดเจน ไม่ว่าใครเข้ามาทำงานก็สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องทันที ต่างจากอีสเทิร์นซีบอร์ดที่ไม่มีพ.ร.บ. เป็นของตัวเองรองรับ จึงอาจไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลมากนักหลังเปลี่ยนรัฐบาล

“อยากให้คนที่เข้ามาทำงานคิดว่าอีอีซีเป็นโครงการของประเทศ ไม่ได้เป็นของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง ถ้ามีการสานต่อก็จะยืนยันได้ว่าเป็นเครื่องมือที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศแน่นอนไปอีก 5-10 ปี และสิ่งที่เราหวังก็คือการเข้ามาแล้วไม่ทะเลาะกัน ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างจริงจัง เพราะผ่านมาหลายสมัย ประเทศตั้งใจจะทำเมกะโปรเจ็กต์มาหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากการเมืองในประเทศไม่มีความมั่นคงพอ แต่อีอีซีต่างออกไป เนื่องจากมีกฎหมายของตัวเองถือว่าเป็นโครงการภายใต้ความมั่นคง ดังนั้นปีนี้ก็จะเห็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ที่จะเห็นความเคลื่อนไหวชัดเจน”นายคณิศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากดูตามตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปี 2561 ที่ผ่านมา มียอดขอรับส่งเสริมการลงทุน 683,910 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 มีเพียง 310,337 ล้านบาท ถือเป็นการเติบโตกว่าเท่าตัว และคาดปีนี้ก็จะมีการลงทุนไม่น้อยกว่าปีก่อนแน่นอน ขณะที่เม็ดเงินลงทุนจริงปี 2561 มี 265,933 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ามี 119,596 ล้านบาท

ปัจจุบันการลงทุนของเอกชนเฉลี่ยอยู่ที่ 3% หากโครงการอีอีซีไปได้ดีจะทำให้การลงทุนเอกชนเพิ่มขึ้น โดยเบื้องต้นประเมินว่าหากการลงทุนเอกชนกลับไปเติบโตได้ที่ 10% จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยเติบโตอย่างน้อย 5%

นายคณิศ กล่าวถึงกรณีมลพิษในเขตกรุงเทพฯ ว่าจากการศึกษาฝุ่นที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากการเผาน้ำมันในพื้นที่จำกัด โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีการเผาไหม้ แต่มีบางส่วนไม่ย่อยสลายในอากาศและก่อตัวเป็นมลพิษ ซึ่งจากแผนพัฒนาพื้นที่อีอีซี จะมีบางส่วนที่สนับสนุนให้มีการใช้น้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ น้อยลง โดยการขยายเมืองใหม่และการคมนาคมไปในภูมิภาคอื่นๆ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง ที่จะลดการขนส่งสินค้าโดยรถยนต์จากท่าเรือแหลมฉบังเข้ามายังท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ ให้น้อยลง และใช้ระบบรางทดแทน

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนมีความคาดหวังสูงมากต่อการเลือกตั้งของไทยที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ ดังนั้นการเลื่อนเลือกตั้งครั้งนี้ออกไปจึงส่งผลต่อการสร้างความมั่นใจในการลงทุนภาคเอกชนที่เป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จึงไม่น่าจะได้เห็นเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาในไทยก่อนการเลือกตั้งแน่นอน

“หากไทยคาดหวังการลงทุนภาคเอกชนเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเลือกตั้งจึงเป็นความคาดหวังสำคัญ เพราะเป็นการเลือกตั้งรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีประเทศใดทั่วโลกใช้วิธีนี้มาก่อน ผลการเลือกตั้งจึงยากที่จะคาดเดา นักลงทุนจึงรอให้เลือกตั้งเสร็จสิ้นหรือรอการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จที่อาจเป็นรัฐบาลผสม ประกอบกับนโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลนี้ทำไว้อาจต้องทำต่อ ทั้งอีอีซี ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งรัฐบาลถึงขั้นมีรัฐธรรมนูญเขียนล็อกไว้ ในระยะยาวนักลงทุนจึงอยากเห็นว่าพอมีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในทางปฏิบัติจริงจะเป็นตามนั้นหรือไม่ หากไม่เป็นตามนั้น การลงทุนต่างๆ จะชะลอลงทั้งหมด”

นอกจากนี้ รัฐบาลชุดใหม่ยังต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะซบเซา เป็นปัจจัยท้าทายความสามารถในบริหารประเทศที่หนักพอสมควร ซึ่งนักลงทุนตลาดหุ้นก็กำลังติดตามความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ในระยะยาว

ด้านนายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะดุเดือดเข้มข้นที่สุดของประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศเพียงระยะสั้น แต่ในระยะยาวอยากให้รัฐบาลทบทวนการยกเว้นภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในไทยมากขึ้น จากปัจจุบันรายได้ภาคการท่องเที่ยวของไทยมาจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางและอาหารเป็นหลัก

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การเมืองส่งผลเชื่อมั่นต่อการบริโภค การลงทุน การจัดเก็บภาษี และการใช้จ่ายของภาครัฐที่มีสัดส่วน 20% ของจีดีพี ดังนั้นการเลือกตั้งจึงมีผลต่อเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ 0.3% คิดเป็นเม็ดเงิน 8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินเลือกตั้งทั่วไป 5 หมื่นล้านบาท และการเลือกตั้งท้องถิ่น 3 หมื่นล้านบาท ทำให้ปีนี้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวได้ประมาณ 4-4.2%

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การเลือกตั้งในประเทศไทย ที่ภาคเอกชนอยากเห็นคือ การปรับปรุงกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้ผู้ส่งออก ช่วยให้การค้าระหว่างประเทศเกิดความสะดวกมากขึ้น รวมถึงติดตามการดำเนินนโยบายต่างๆ จะช่วยผลักดันการส่งออกได้อย่างไร เพราะปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกยังมีอยู่มาก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน