สั่งคุมกำหนดโควตาปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ หวังเป็นมหาอำนาจภาคเกษตร

มหาอำนาจภาคเกษตร

กฤษฎาเล็งกำหนดโควตาการเกษตร ทุกสินค้าใช้ตลาดนำการผลิต หวังแก้ปัญหาด้านราคา สั่งทูตเกษตร ต่างประเทศหาข้อมูลใช้ยางพาราแทนโพลิเมอร์ทำลานจอดรถ ส่งเดือนหน้า ขณะที่ สนธิรัตน์ ดันสมาร์ตฟาร์มเมอร์ ไทยเป็นมหาอำนาจภาคเกษตร

มหาอำนาจภาคเกษตร – นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ งานสานพลังปฏิรูปภาคเกษตรไทย ว่า ปัญหาภาคเกษตรที่เป็นมาตลอดคือเกษตรกรผลิตได้มากแต่ขายไม่ได้ราคา 1 ปี ที่เข้ามารับตำแหน่งรมว.เกษตรฯ แม้จะมีเกษตรกรหลายกลุ่มเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่าเป็นเรื่องเดียวกัน คือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัญหานี้จำเป็นต้องแก้ไข โดยวิธีการปฎิรูปภาคการเกษตร ที่ต้องร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การปฏิรูปดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯ ได้ทำแล้วและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม กรณีวางแผนข้าวอย่างครบวงจร ใช้ความต้องการของตลาดนำการผลิตเกษตรกรต้องปลูกข้าวอย่างมีคุณภาพเช่นข้าวอินทรีย์ ข้าวหอมมะลิ เป็นต้น ส่งผลให้ราคาข้าวในปีนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเกษตรกรพอใจและไม่มีปัญหาล้นตลาดตามมา

“แต่ละปีไทยผลิตข้าวได้ 33 ล้านตันข้าวเปลือก หรือใช้บริโภคในประเทศ 10 ล้านตันส่งออก 10 ล้านตันที่เหลือ 10 ล้านตันไม่รู้จะใช้ทำอะไร ในขณะที่ราคาในตลาดโลกไม่ดีค่าเงินแข็ง ข้าวไทยแข่งขันลำบาก การหันมาผลิตข้าวคุณภาพทำให้ไทยหนีคู่แข่งและได้ราคาที่สูงขึ้น”

นายกฤษฎา กล่าวว่า เมื่อลดพื้นที่ปลูกข้าวแล้ว ก็ต้องหาวิธีให้เกษตรกรผลิตสินค้าอื่นที่มีรายได้เท่าเทียมกันหรือมากกว่า ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีปัญหาบุกรุกผืนป่า ทีผลผลิตรวม 2 ล้านตัน แต่ไทยต้องการข้าวโพด มากถึงปีละ 4 ล้านตัน ที่เหลือจึงต้องนำเข้า กระทรวงเกษตรฯ จึงสนับสนุนให้ปลูกข้าวโพดหลังนา ปัจจุบันเริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว ข้าวโพดความชื้นสูง 30-40% กิโลกรัมละ 7-8 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สูงมาก เกษตรกรมีกำไรถึงไร่ละ 3,500 บาท สูงกว่าการปลูกข้าวที่ได้กำไร 400 บาทต่อไร่

ดังนั้นสินค้าทั้ง 2 ชนิด จึงจะใช้นำร่อง เพื่อวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรทุกชนิด ทั้งพืช สัตว์และประมง ในอนาคตต้องมีข้อมูลด้านการตลาด พื้นที่ที่เหมาะสม เพื่อนำมาวางแผนการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ ทีระบบประกันภัยรองรับ

ทั้งหมดนี้ต้องผลิตภายใต้โควตาที่รัฐบาลกำหนดเท่านั้น พื้นที่ที่ไม่เหมาะสมแต่ยังฝืนปลูก เกษตรกรกลุ่มนี้จะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่ทุกอย่างจะสำเร็จได้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายโดยเฉพาะ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ต้องทำหน้าที่ด้านการตลาดให้กับเกษตรกรด้วย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่เข้าถึงเกษตรกรได้ทุกพื้นที่

“ยางพาราเป็นสินค้าตัวอย่างที่ผลิตโดยไม่รู้ความต้องการของตลาด รัฐบาลส่งเสริมให้ปลูกตั้งแต่ปี 2542 และมากรีดได้ในช่วง 2548 ผลผลิตรวมสูงถึง 4.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากเดิม ที่ผลิตได้ 3 ล้านตัน ราคาจึงตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ต้องใช้หลานมาตรการเข้าแก้ไขแต่ก็ไม่สำเร็จ”

ดังนั้นจึงได้สั่งการให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศทุกแห่งออกไปสำรวจลานจอดรถของทุกประเทศที่ใช้โพลิเมอร์สังเคราะห์ จำนวนมากน้อยเพียงใด เพื่อศึกษาถึงการใช้ยางพาราทดแทนโดยให้ส่งข้อมูลกลับภายในเดือนก.พ. นี้ คาดว่าจะเป็นอีกแนวทางที่จะส่งเสริมการส่งออกยางของไทยได้มากขึ้น

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวในการปาฐกถาพิเศษเรื่องระบบตลาดนำสมาร์ตฟาร์มเมอร์สู่ตลาดโลก ว่า เกษตรกรของไทยมีกว่า 30 ล้านคน หรือกว่า 50% ของประชากรประเทศ แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ถึง 10% ทั้งๆ ที่ภาคการเกษตรเป็นจุดแข็งไทย ทั้งนี้ เพราะเกษตรกรไทยผลิตสินค้าซ้ำๆ เดิมๆ ไม่ปฎิรูป การเปลี่ยนเป็นสมาร์ตฟาร์มเมอร์ หรือเกษตรกรที่มีความคิดเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“ส่วนหนึ่งเกษตรกรไทยต้องเข้าใจว่า สินค้าทุกตัวรัฐบาลไม่สามารถกำหนดราคาให้สูงได้ตามที่เกษตรกรต้องการ เพราะไทยไม่ได้ผลิตเพียงประเทศเดียว ราคาจึงต้องผูกกับตลาดโลก แต่ถ้าสินค้าชนิดเกษตรกรบริหารจัดการได้ดี มีคุณภาพและผลิตได้ในระดับที่เพียงพอกับความต้องการหรือน้อยกว่าเช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาก็สูงมนประเทศที่ขณะนี้ก.ก. ละ 9-10 บาท ก็สูงกว่าราคาในตลาดโลก ก.ก. ละ 4-5 บาทได้”

ดังนั้นสมาร์ตฟาร์มเมอร์ จะทำให้ภาคการไปรอด ทำให้ไทยเป็นมหาอำนาจทางการเกษตร เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชีย ในอนาคต ซึ่งจะสอดรับกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ปีนี้จะรุกตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้น เพื่อตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง ให้เกษตรกรเป็นผู้ส่งออกเองได้ทั่วโลก

บทความก่อนหน้านี้รู้แล้วมีอึ้ง! กระโปรงแบรนด์หรู ดัง พันกร ถ้าไม่มั่นจริงซื้อไม่ได้
บทความถัดไปกุนซือ โออิตะ ต้อนรับ ฐิติพันธ์ -แนะเร่งเรียกความฟิต+สื่อสารเพื่อนใหม่(คลิป)