สภาพัฒน์คงเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 4% – ส่งออกขยายตัว 5%

เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 4%

สภาพัฒน์คงเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 4% ได้ปัจจัยหนุนจากใช้จ่ายครัวเรือน ลงทุนภาครัฐและเอกชน และพึ่งพาการส่งออกที่คาดว่าขยายตัว 5% ด้านเศรษฐกิจปี 2561 โต 4.1% ชะลอจากที่คาด ด้านคลัง เศรษฐกิจโต ตรงใจ

เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 4% – นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในปี 2562 คาดว่าจะเติบโต 4% (ในช่วง 3.5-4.5%) โดยมีแรงสนับสนุนที่สำคัญจาก 1. การใช้จ่ายภาคครัวเรือนยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 2. การขยายตัวต่อเนื่องของการลงทุนภาคเอกชน 3. การเร่งตัวขึ้นของการลงทุนภาครัฐ ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบลงทุนภายใต้งบประมาณรายจ่ายประจำปี และการเร่งตัวขึ้นของการเบิกจ่ายจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ 4. การขยายตัวจากภาคการท่องเที่ยว และ 5. การเปลี่ยนแปลงทิศทางการค้า การผลิต และการลงทุนระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี ในด้านปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย ต้องติดตาม 1. เศรษฐกิจและการเงินโลกยังมีความเสี่ยงต่อความผันผวนและการขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะกรณีผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน 2. การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและการอ่อนค่าของเงินหยวน 3. บรรยากาศการเมือง และทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่อาจมีความอ่อนไหวต่อบรรยากาศทางการเมือง และทิศทางนโยบายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งหลังจากวันที่ 24 มี.ค. 2562 ไปแล้ว น่าจะเห็นความชัดเจน

“เศรษฐกิจไทยในปี 2562 ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลก รวมทั้งการส่งออก ซึ่งหากปีนี้สามารถผลักดันให้การส่งออกสามารถขยายตัวได้ถึง 5% ก็เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ได้ นอกจากนี้ มองว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวเริ่มกลับมาดีขึ้น คาดว่ายอดนักท่องเที่ยวทั้งปีนี้แตะระดับที่ 41 ล้านคน คิดเป็นรายได้ถึง 2.24 ล้านล้านบาท ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศเรายังดีอยู่ ทั้งการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ และน่าจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาดีได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 เป็นต้นไป” นายทศพร กล่าว

นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า เม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ประเมินว่า การเลือกตั้งปีนี้จะมีเม็ดเงินสะพัดประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็น งบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. การสรรหา ส.ว. และการเลือกตั้งท้องถิ่น รวม 6,000 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายในการหาเสียง 16,690 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง อีกราว 2,500 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีผลต่อจีดีพีราว 0.1-0.2%

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ที่เติบโตได้ 4.1% ลดลงเล็กน้อยจากประมาณการเดิมที่คาดไว้ 4.2% นั้น เป็นผลมาจากตัวแปรที่สำคัญ คือ การลงทุนภาครัฐในไตรมาส 4/2561 ติดลบ 0.1% นอกจากนี้ ยังมาจากอีก 2 ปัจจัยร่วมด้วย คือ ปัญหาสงครามการค้าที่เห็นผลกระทบต่อการส่งออกของไทยชัดเจนขึ้นตั้งแต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 และปัจจัยชั่วคราวด้านการท่องเที่ยวจากยอดนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปี 2561 ยังสามารถขับเคลื่อนได้จากอุปสงค์ภายในประเทศ ซึ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งของภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2561 เติบโตได้ 3.7% เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่เติบโตได้ 3.2% โดยในด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนจากการเร่งขึ้นของการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และการปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกสินค้าและบริการ ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัว ส่วนในด้านการผลิตนั้น การผลิตสาขาอุตสาหกรรม สาขาการขายส่ง การขายปลีก และการซ่อมแวม สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการขนส่งและคมนาคมขยายตัวเร่งขึ้น ส่วนการผลิตภาคเกษตรและสาขาก่อสร้างชะลอตัวลง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2561 เติบโตได้ 4.1% เร่งตัวขึ้นจาก 4.0% ในปี 2560 และถือว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของ สศช. ที่ปี 2561 ขยายตัวได้ 4.1% และคาดว่าปี 2562 จะขยายตัวได้ 4% โดยมีช่วงการขยายตัวอยู่ที่ 3.5-4.5% ตรงกับที่กระทรวงการคลังประมาณการไว้ล่าสุดเมื่อปลายเดือนม.ค. 2562 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คลังมองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะได้รับการขับเคลื่อนจากเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐ การกระตุ้นให้ภาคเอกชนเร่งลงทุน ขณะที่การบริโภคในประเทศก็ยังขยายตัวได้ดี รวมถึงการท่องเที่ยวก็ยังขยายตัวได้ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา

สำหรับ การส่งออกคลังก็คาดว่าจะขยายตัวได้ 4% แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวไปบ้าง รวมกับผลกระทบสงครามการค้า แต่ก็ถือว่ายังขยายตัวได้ในระดับสูง รวมถึงปัจจัยการเลือกตั้งในปีนี้ไม่กระทบการขยายตัวเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลยังมีอำนาจเต็มในการทำงาน

บทความก่อนหน้านี้2 เสธ.เพื่อไทย-อนค. ดาหน้าสวน ‘ผบ.ทบ.’ ย้ำรีดไขมันกลาโหม แก้ปากท้องเพิ่มสวัสดิการ
บทความถัดไปจตุพร ชี้สถานการณ์คล้าย 6 ตุลา เพลงหนักแผ่นดิน คือเสียงสัญญาณก่อนรัฐประหาร