เอกชนเหนื่อยส่งออกปีนี้หืดขึ้นคอปัจจัยลบรุมเร้า เงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นๆ

เอกชนเหนื่อยส่งออกปีนี้หืดขึ้นคอ

เอกชนเผยดันส่งออกปีนี้หืดขึ้นคอปัจจัยลบรุมเร้า กุมขมับเงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นๆ คาดส่งออกไทยปีนี้ มีโอกาสขยายตัวได้ 3-5%

เอกชนเหนื่อยส่งออกปีนี้หืดขึ้นคอ – น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ได้เชิญภาคเอกชนเข้าร่วมหารือสถานการณ์การส่งออก โดยเฉพาะผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ สมาคมยางพาราไทย สมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เป็นต้น

ทั้งนี้ หลายฝ่ายประเมินว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกขณะนี้เผชิญปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งปัญหาสงครามการค้า การถอนตัวออกจากอียู ของอังกฤษ ราคาน้ำมัน และปัญหาการเมืองระหว่าง กดดันให้การค้าโลกชะลอตัวลงทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกต่างได้รับผลกระทบในเชิงลบ โดยเฉพาะไทยซึ่งเงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งหากการส่งออกจะโตได้ตามเป้าหมาย 8% นั้น มูลค่าการส่งออกในแต่ละเดือนจะต้องทำให้ได้ 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากโต 5% การส่งออกจะต้องได้เดือนละ 22,300 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากโต 3% การส่งออกต้องได้เดือนละ 21,900 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม กรมฯ มองว่าท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาส เช่นตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ นิชมาร์เก็ต ในหลายประเทศก็ให้การยอมรับคุณภาพสินค้าไทย เช่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ และอาเซียน เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศหารือผู้ส่งออก หลังตัวเลขส่งออก เดือนม.ค.ที่ผ่านมา ติดลบ 5.6% หวังปรับแผนรุกตลาดใหม่รับภาวะการค้าโลกซึม ดันยอดส่งออกให้โตได้ตามเป้า 8% ยืนยันยังคงเป้าหมายตามเดิมแม้ปัจจัยลบรุมเร้า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ยอดส่งออกรวมของไทยในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา จะติดลบสูงถึง 5.6% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้ากว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ สูงสุดในรอบ 7 ปี แต่กระทรวงพาณิชย์ ยังคงยืนยันคงเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 8% ตามเดิม

“จะนำข้อเสนอของภาคเอกชนทุกกลุ่มไปปรับให้เข้ากับแผนส่งเสริมการส่งออกของกรมในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งการเจาะลึกลงไปในรายอุตสาหกรรม ทำให้ทราบจุดแข็ง-จุดอ่อนเป็นรายสินค้า ก็สามารถจะกำหนดแผนกระตุ้นโดยเฉพาะเป็นรายสินค้าในการบุกแต่ละตลาดได้ เชื่อว่าจะได้ผลมากกว่าแผนเดิมที่ทำเป็นภาพรวม เช่น สิ่งทอ ต้องให้ความสำคัญกับวัตถุดิบใหม่ๆ ขณะที่ อัญมณีและเครื่องประดับ สามารถใช้การค้าออนไลน์เข้ามาช่วยรุกตลาดได้ ส่วนสินค้าเกษตร และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาจต้องใช้มาตรการรัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะนำไปหารือร่วมกับกระทรวงอื่นๆที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว แม้ว่าตัวเลขส่งออกเดือนม.ค. จะติดลบแต่ก็เป็นไปตามฤดูกาล ซึ่งคำสั่งซื้อมักชะลอช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ หลังจากนี้ก็จะดีขึ้น และหลายสินค้ายังไปได้ดี เช่น อาหาร สิ่งทอ และอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น จึงมั่นใจว่าภาพรวมการส่งออกทั้งปีจะยังเป็นบวก ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงยืนยันเป้าหมายส่งออก 8% ไว้ตามเดิม แม้ว่าจะไม่ง่าย”น.ส.บรรจงจิตต์กล่าว

ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า การส่งออกไทยปีนี้ มีโอกาสขยายตัวได้ 3-5% แม้เดือนแรกของปีจะติดลบ แต่ก็เชื่อว่าหลังจากนี้จะดีขึ้น ซึ่งเมื่อปี 2561 เอกชนมองว่าส่งออกจะโตได้ 5% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ที่ 8% ท้ายที่สุดก็จบลงที่บวก 6.7% เชื่อว่าปี 2562 นี้ถ้ารัฐกับเอกชนทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้นการส่งออกก็น่าจะไปได้ดีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบหลายด้านที่น่าห่วง โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นๆ กระทบรายได้จากการส่งออกในภาพรวม ซึ่งคาดว่าการส่งออกสินค้าเกษตรน่าจะเติบโตได้เพียง 1.4% เท่านั้น ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมคาดว่าบวก 3% นอกจากนี้ ยังมีปัญหาสงครามการค้า และการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน ที่กดดันให้ต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้นด้วย

บทความก่อนหน้านี้หลวงปู่มหานนท์ พรหมสีโล พระเกจิชื่อดังมหาสารคาม
บทความถัดไปเหรียญหลวงพ่อแดง รัตโต : รอบด้านวงการพระ