ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หั่นจีดีพีปีนี้ขยายตัวเหลือ 3.7% เหตุส่งออกส่อแววทรุดจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หวังรัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นด่วนที่รากหญ้า
กสิกรไทยหั่นจีดีพีเหลือ 3.7% – น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวในงานเสวนาจับอุณหภูมิเศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง ว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาได้ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมเป็นอย่างดี แต่ขณะนี้ต้องจับตาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่น่าจะจัดตั้งแล้วเสร็จในเดือนมิ.ย.นี้ และมาตรการเร่งด่วนที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ มาตรการในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนระดับรากหญ้า และเกษตรกร ที่มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 15.6 ล้านคน ทั้งราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ และเพิ่มสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย 14.5 ล้านคน รวมถึงมาตรการหักลดหย่อนภาษี 10.3 ล้านคน
โดยมาตรการเร่งด่วนดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ทันที เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องเจอปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งกระทบกับภาคการส่งออกของไทยที่คิดสัดส่วนเป็น 60% ของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ดังนั้นการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศด้วยการหามาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและรากหญ้าให้มีรายได้เพิ่ม ซึ่งกลุ่มนี้พร้อมที่จะใช้จ่าย และจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 โดยจะช่วยกระตุ้นจีดีพีในปี 2562 ได้ 0.2-0.4% หรือเป็นจำนวนเงินประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ที่จะเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงปรับลดประมาณการจีดีพีไทยในปี 2562 เหลือขยายตัว 3.7% จากเดิมประมาณการไว้ 4% มาจากหลักๆ คือเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มคู่ค้าที่สำคัญ ทำให้กระทบกับการส่งออกไทย ที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดไว้ 4.5% ขณะที่การนำเข้าคาดการณ์เติบโตลดลงเหลือ 4.3% จากเดิม 5.3% พร้อมกันนี้อีกหนึ่งตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างการลงทุนของภาครัฐมองว่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้”
อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่จีดีพีปีนี้อาจเติบโตเพียง 3.2% หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้ากว่าที่กำหนดเวลาหรือจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะจะส่งกระทบต่อเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังที่คาดการณ์ว่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะประเมินตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่าง การส่งออกทั้งปีนี้คาดว่าจะขยายตัวต่ำในระดับ 2.5% หากไม่มีความชัดเจนจะส่งผลต่อตัวขับเคลื่อนและกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย พร้อมกันนี้ยังจะกระทบไปจนถึงในปี 2563
ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยในประเทศ คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ 1.75% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ประกอบมีแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ ( เฟด) อาจจะลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงปลายปี อาจจะทำให้เงินทุนไหลเข้ามาตลาดเกิดใหม่ ส่งผลให้เงินบาทอาจจะแข็งค่าขึ้น คาดกรอบเงินบาทเคลื่อนไหว 31.20-31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ