กรมชลประทานสร้าง 6 แบบจำลองสถานการณ์น้ำ เตรียมรับมือ ช่วงฤดูฝน คาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% น้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังพอจัดสรรได้ ระบุ แล้งหน้ามีน้ำใน 4 เขื่อนหลัก 17,824 ล้านลูกบาศก์เมตร
กรมชลฯ คาดปีนี้จะมีฝนน้อย – นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากคาดการณ์ฝนในปีนี้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% ซึ่งจะมีฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ที่ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3% โดยคาดว่าปลายเดือนมิ.ย.-ก.ค.นี้ จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และจะกลับมีฝนอีกครั้ง ในเดือนส.ค.-ก.ย.-ต้นเดือนต.ค. และฝนจะหยุดในช่วงเดือนพ.ย.
ดังนั้นเพื่อบริหารจัดการน้ำที่เกิดขึ้นกรมชลประทานได้สร้าง 6 แบบจำลอง เพื่อประเมินสถานการณ์ปริมาณน้ำในปี 2562/63 ประกอบด้วย กรณีปริมาณน้ำมาก กรณีน้ำน้อย กรณีปริมาณน้ำเท่ากับค่าเฉลี่ย กรณีน้ำต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% กรณีปริมาณน้ำใกล้เคียงกับปี 2550 และกรณีปริมาณน้ำใกล้คียงกับปี 2556 โดยแบบจำลองดังกล่าวไม่รวมพายุจรที่คาดว่าจะเข้ามาประเทศไทยในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. อย่างน้อยปีละ 1 ลูก
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กรณีน้ำมากจะเกิดพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยขึ้นได้ในเดือนก.ค.นี้ คือ จ.น่าน จ.เลย และจ.อุบลราชธานี ในเดือนส.ค. มีพื้นที่เสี่ยง ที่ จ.เลย และจ.ลำพูน เดือนก.ย. มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในภาคกลางและอีสานตอนล่าง และเดือนต.ค. มีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยที่ภาคกลาง โดยในปีนี้แต่ละเขื่อนจะใช้ระบบการระบายน้ำออกจากเขื่อนตามความเหมาะสม ซึ่งยืดหยุ่นมากขึ้นจากเดิมที่กำหนดให้ระบายน้ำจากเขื่อนเมื่อปริมาณสูงถึง 80%
กรณีที่ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% จะส่งผลให้ วันที่ 12 พ.ย. มีน้ำใน 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 17,824 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็น 72% ของความจุ น้อยกว่าปีที่ 2562 ที่มีน้ำคิดเป็น 79% ของความจุ
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้เตรียมรับมือการบริหารจัดการน้ำที่ใช้การได้ไว้ประมาณ 53% ของความจุเขื่อน โดยปกติ การใช้น้ำทั่วประเทศจะน้ำเกินปีละ 3% ส่วนในเขตลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำเกินปีละ 14% ซึ่งเป็นปริมาณที่กรมชลประทานพอจะควบคุมได้
ปริมาณน้ำในเขื่อนที่ใช้การได้ดังกล่าว 70% จะใช้เพื่อการเกษตร 20% เพื่อระบบนิเวศ และที่เหลือ 10% จะเพื่อการอุปโภคบริโภค
สำหรับการปรับปฏิทินการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มต่ำในปีนี้ให้ให้เร็วขึ้นกว่าปกติ ซึ่งเป็นความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก เดือนส.ค-ก.ย. ใน ทุ่งบางระกำ พื้นที่ 382,000 ไร่ ปัจจุบันได้ส่งน้ำเพื่อให้เริ่มการเพาะปลูกไปแล้วตั้งแต่ 1 เม.ย. 2562 เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จก่อนเดือนส.ค. 2562 หลังจากนั้นจะใช้พื้นที่ดังกล่าว รับน้ำเข้าทุ่งประมาณกลางเดือนส.ค. 2562 สามารถหน่วงน้ำได้ประมาณ 550 ล้านลบ.ม.
ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 12 ทุ่ง พื้นที่รวมประมาณ 1.15 ล้านไร่ ได้เริ่มการเพาะปลูกแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2562 เป็นต้นมา เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จก่อนเดือนก.ย. 2562 หลังจากนั้น จะใช้พื้นที่ดังกล่าวรับน้ำเข้าทุ่งตั้งแต่ ช่วงปลายเดือนก.ย. 2562 เป็นต้นไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์น้ำหลากในช่วงเวลานั้นๆ โดยจะสามารถหน่วงน้ำได้รวมประมาณ 1,500 ล้านลบ.
ทั้งนี้ จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 5-9 มิ.ย. 2562 ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 5-9 มิ.ย. 2562 ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย
ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (5 มิ.ย. 2562) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 39,252 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 52% ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 15,326 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 29% ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ปัจจุบัน มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,143 ล้านลบ.ม. หรือ 41% ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 3,447 ล้านลบ.ม. ซึ่งเพียงพอจนถึงฤดูฝน
ส่วนสภาพน้ำท่าในสายหลักต่างๆ ทางตอนบนของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ปกติค่อนข้างน้อย เฉพาะในส่วนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ แม่น้ำปิงบริเวณ อ.บรรพตพิสัย ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 5 เมตร แม่น้ำน่านบริเวณ อ.ชุมแสง ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 8 เมตร ไหลมาบรรจบกันที่แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่าน 454 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม.ต่อวินาที) ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 8 เมตร