‘เฉลิมชัย’ จี้ทำแผนรับมือแล้ง-ปลูกพืชทดแทน-เตรียมเงินเยียวยาหลังฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 18% กรมชลฯ หวั่นแล้งยาวถึงเม.ย.63
‘เฉลิมชัย’ จี้ทำแผนรับมือแล้ง – เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 ก.ค. 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เรียกประชุมผู้บริหาร เพื่อบรีฟงานและรับทราบปัญหาของเกาตรกรและการทำงานของข้าราชการ โดยนายเฉลิมชัย กล่าวว่า ดีใจที่ได้มาทำงาน ทราบว่าเป็นงานหนัก และเป็นการบริหารโดยทีมการเมือง เราพูดคุยกันทั้ง 4 ว่าจะเข้ามาเพื่อทำงาน เพื่อให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปได้ ซึ่งอยู่ที่ทุกคนในที่นี้ การทำงานจะมีความใกล้ชิด และแบบครอบครัวเดียวกัน

เรื่องเร่งด่วนก็ต้องแก้ไข ได้แก่ ภัยพิบัติ ฝนทิ้งช่วง ให้ไปดำเนินการทำแผนรับมือวิกฤตทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม จะมีการชดเชย หรือการปลูกพืชทดแทนอะไรได้บ้าง ต้องมีคำตอบให้เกษตรกร ต้องเร่งสำรวจความเสียหายจากภัยแล้ง ถึงแม้ว่ายังไม่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ แต่เป็นการใส่ใจ เป็นการสร้างความรู้สึกที่ดี การจ่ายเงินชดเชย หรือกฎระเบียบอะไรที่ทำให้เกิดความล่าช้า ถ้าสามารถแก้ไขได้ ก็ให้แก้ไข
ส่วนในเรื่องประมง เข้าใจว่า การแก้ทางซ้าย ก็จะมีปัญหาทางด้านขวา จะต้องมีมาตรการบรรเทา จะได้ตอบคำถามทั้งเกษตรกร และชาวประมงด้วย เราเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เพื่อมาสร้างปัญหา ทุกเรื่องที่กล่าวมาเป็นเรื่องเร่งด่วนทั้งสิ้น และต้องทำงานแก้ไขไปพร้อมๆ กัน

“ตั้งใจมาทำงาน ทำงานเป็นทีม เดินด้วยกัน คิดว่าเมื่อทำงานเป็นทีม ขอให้ทุกคนช่วยกัน อาจจะรู้สึกเหนื่อยในช่วงเริ่มต้น ทำงานเพิ่มขึ้น ก็จะให้กำลังใจ ดูแลทุกคนเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน อยากฝากถึงมาตรการบริหารจัดการน้ำตะวันออก ที่เป็นพื้นที่ระเบียงเศษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งผมคิดว่าน้ำเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย การบริหารจัดการน้ำจะเป็นความสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะทำให้อีอีซีขับเคลื่อนไปได้ จึงต้องฝากเรื่องนี้อย่าให้เกิดปัญหา”
ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวรายงานสถานการณ์น้ำต่อนายเฉลิมชัย และรมช.ทั้ง 3 ว่า ขณะนี้สถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 18% จากเดิมคาดการณ์ว่าจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% ซึ่งกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งรับมือ เพื่อบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพไม่ให้ภัยแล้งยาวนานไปถึงเม.ย. 2563 แม้หลังจากนี้จะมีพายุเข้ามาอีก 1 ลูกประมาณเดือนส.ค.นี้ จะตกใต้เขื่อน ไม่สามารถมีน้ำปริมาณมากเติมเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ได้

ทั้งนี้ จากนโยบายของรัฐบาล และหลักเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ ต้องมุ่งเน้นในเรื่องของน้ำเพื่อบริโภคเป็นสิ่งแรก ในส่วนของน้ำเพื่อการเกษตรในขณะนี้ต้องใช้น้ำฝนในการทำการเกษตร พื้นที่เพาะปลูกในเขตชลประทานขณะนี้ดำเนินการเพาะปลูกไปแล้ว 70% ของพื้นที่ชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ 12 ลุ่มน้ำใต้เขื่อนเจ้าพระยา ขณะนี้มีการเพาะปลูกไปแล้วประมาณ 1 ล้านไร่
กรมชลประทานไม่สามารถทำงานบรรเทาภัยแล้งได้ด้วยหน่วยงานเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย และฝ่ายความมั่นคง เพราะหากต้องกำหนดเวลาในการสูบน้ำ ต้องตกลงกติการ่วมกัน ในการบริหารน้ำในฝาย แหล่งเก็บกักน้ำ ที่เก็บกักและกระจายน้ำ แหล่งน้ำที่มีการระบายน้ำในเขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์ ต้องขอความร่วมมือจากสถานีสูบน้ำที่มีมากกว่า 500-600 สถานี ที่ชักน้ำจากระบบ เมื่อมีการกำหนดเวลาให้สูบน้ำต้องสูบตามเวลา อย่าลอบสูบเกินเวลา หากมีการจัดสรรน้ำหรือส่งน้ำเป็นรอบเวนน้ำ น้ำจะไม่เพียงพอ และน้ำรอยแล้งหนักปี 2558 แน่นอน
“พื้นที่ยังไม่ปลูกประมาณ 30% ซึ่งต้องเอาข้อเท็จจริงมาหารือกับเพื่อรับมือสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้น และต้องมองยาวไปถึงแล้งหน้า ดังนั้น ตามที่นายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นห่วงผลกระทบจากฝนทิ้งช่วง น้ำในเขื่อนน้อย หากให้เปลี่ยบเทียบช่วงเดียวกันของปี 2558 หรือ 4 ปีย้อนหลังปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยายังมีมากกว่า แต่นอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะภาคอีสาน ที่น่าห่วง นอกจากเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานเสียส่วนใหญ่ ฝนยังไม่ตก จากปกติ ช่วงนี้ภาคอีสานต้องมีฝนตกมาแล้ว แต่ในปีนี้ยังไร้วี่แวว”