พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนการอนุญาตให้ บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ 39 ไร่ โดยวินิจฉัยว่า กิจการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าของ บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ไม่เอื้อประโยชน์แก่เกษตรกรในเขตพื้นที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดิน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าราษฎรในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากกิจการดังกล่าวโดยตรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริษัทอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อดำเนินกิจการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้ง 16 บริษัท 17 โครงการ ว่าจะถูกเพิกถอนการอนุญาตด้วยหรือไม่
เพื่อให้เกิดความกระจ่าง กระทรวงเกษตรฯจึงให้ ส.ป.ก. ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดของบริษัท วินด์ ฟาร์ม จำนวน 16 บริษัท 17 โครงการให้แล้วเสร็จ ภายใน 45 วัน ใน 4 ประเด็น คือ 1. ส.ป.ก. มีอำนาจตามกฎหมายในการอนุญาตให้เอกชนใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือไม่ ซึ่งพบว่า ส.ป.ก. ดำเนินการตามกฎหมาย 3 ฉบับ คือ 1.พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3 )พ.ศ. 2532 มาตรา 30 วรรคห้า

ฉัตรชัย สาริกัลยะ
2.ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุน หรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามมาตรา 30 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2532 (ฉบับที่ 2) และ 3.ระเบียบ คปก. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการอนุญาต และการให้ผู้รับอนุญาตถือปฏิบัติในการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุน หรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปทีดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2541
2.ผู้ประกอบกิจการกังหันลมทั้ง 16 บริษัท 17 โครงการ ได้ดำเนินการขออนุญาตถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กำหนด คือ ผู้ประกอบการได้ยื่นคำขออนุญาต ณ ส.ป.ก. จังหวัด โดยมีเอกสารหลักฐานตามที่ส.ป.ก.กำหนด ยื่นมาพร้อมกับคำขอ ส.ป.ก.จังหวัด ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานทั้งหมด ก่อนนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) เพื่อพิจารณาอนุญาต การพิจารณาของ คปจ. อาศัยข้อกฎหมายครบถ้วนในการพิจารณาอนุญาต ส.ป.ก. จังหวัดส่งเรื่องให้ ส.ป.ก. ตรวจสอบความถูกต้องความสมบูรณ์ของหลักฐานก่อนทำสัญญาเช่า และ ส.ป.ก. จังหวัด จัดทำสัญญาเช่ากับผู้ประกอบกิจการ

3.ผู้ประกอบการกังหันลมทั้งหมด ไม่ได้กระทำผิดสัญญาเช่า คือ ผู้ประกอบกิจการจ่ายค่าเช่าที่ดินให้ ส.ป.ก. 35,000 บาทต่อปีต่อไร่ ตามมติคปก. กำหนด และ ปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาเช่ากับ ส.ป.ก. และ4. เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินได้รับประโยชน์จริง จากการตรวจสอบจากเกษตรกรพบว่า ได้รับค่าชดเชยในพื้นที่ตั้งกังหันลม ต่อปี ค่าชดเชยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่รัศมีโครงการต่อปี ค่าชดเชยพืชผล ครั้งเดียว การจ้างแรงงานในพื้นที่ การส่งเสริมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อีกทั้ง ได้รับการสนับสนุนการจัดกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ งานวันสำคัญทางศาสนา รวมถึงได้รับการพัฒนาถนนสาธารณะ และการพัฒนาแหล่งน้ำ เป็นต้น
“หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนการอนุญาตให้ บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ได้สั่งการให้ ส.ป.ก.กตรวจสอบเอกสารสัญญาผู้ประกอบกิจการกังหันลมทั้ง 16 บริษัท 17 โครงการ ไม่พบการทำผิดสัญญา ระหว่างผู้เช่าคือเอกชน และผู้ให้เช่าคือ ส.ป.ก. เพราะในข้อที่บริษัท เทพสถิต ทำผิดคือ การไม่ให้ประโยชน์กับเกษตรกรผู้ได้สิทธิถือครองที่ส.ป.ก.แต่ทั้ง 16 บริษัท ดำเนินการทุกเงื่อนไขสัญญา ส.ป.ก.ได้ลงพื้นที่สำรวจและสอบถามเกษตรกรทุกราย ต่างลงความเห็นว่า สัญญาที่ทำระหว่าง 16 บริษัท และส.ป.ก. ไม่อยากให้ยกเลิก เพราะทำให้เกษตรกรเจ้าของสิทธิได้ประโยชน์ในเรื่องของผลตอบแทน แต่หากหลังจากนี้จะมีคนยื่นฟ้อง ก็สามารถยื่นฟ้องได้ หากเป็นผู้เสียหายในสัญญาดังกล่าว แต่ศาลจะรับฟ้องหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้”พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

ด้านนายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าว ส.ป.ก. ใช้เวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ผลสรุปคือ ผู้ประกอบกิจการกังหันลมทั้ง 16 บริษัท 17 โครงการ ยังดำเนินการต่อได้ เพราะคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด กรณีของบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด นั้น ผูกพันเฉพาะคู่กรณี ในขณะที่ทั้ง 16 บริษัทให้ประโยชน์กับเกษตรกรมากต่างจากเทพสถิตโดยสิ้นเชิง จากพื้นที่ใช้ประโยชน์ 580 ไร่ มีสัญญาเช่าดำเนินกร 22-27 ปี มีการจ่ายเงินให้เกษตรกร 19,819,000 บาทต่อปี หรือรวม 27 ปีที่ 521 ล้านบาท
แบ่งการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรที่เป็นเจ้าของพื้นที่ในการติดตั้งกังหันลม ซึ่งใช้บริเวณประมาณ 1 ไร่ อัตรา 30,000- 35,000 บาทต่อไร่ต่อปี กรณีพื้นที่ห่างจากเสารัศมีไม่เกิน 6 เมตร จ่ายไร่ละ 5,000 บาท กรณีที่ห่างจากนั้นรัศมีไม่เกิน 100 เมตรจ่ายไร่ละ 3,500 บาท เมื่อสิ้นสุดโครงการไปแล้ว บริษัทจะจ่ายเงินสมทบให้อีก ไร่ละ 2,000 บาท นอกจากนี้ก่อนที่บภาคเอกชนจะเข้าไปติดตั้งมีการสำรวจพื้นที่ ได้จ่ายเงินให้กับเกษตรกร 200 บาทต่อไร่ ค่าทำสัญญา 500 บาท ค่าชดเชยที่เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชได้ในช่วงเวลาก่อสร้าง ไร่ละ 10,000 บาท และค่าชดเชยกับเกษตรกรที่ต้องเสียสละพื้นที่เพื่อก่อสร้างถนน สาธารณูปโภคประมาณ 50,000- 100,000 บาทต่อราย
“สรุปแล้วเกษตรกรได้รับผลประโยชน์จากวินด์ฟาร์มมากหลายแสนบาทต่อปี เงินเหล่านี้ใช้ส่งบุตรหลานเรียนหนังสือ บางรายระบุว่าอนาคตการศึกษาจะขึ้นอยู่กับวินด์ฟาร์มนี้ซึ่งมากกว่าเมื่อเทียบกับรายได้จากภาคการเกษตรที่เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลัง เงินที่ได้มายังสามารถนำไปต่อยอดการลงทุนภาคการเกษตรได้ด้วย”นายสมปอง กล่าว
นายสมปอง กล่าวว่า ใน 16 บิษัท 17 โครงการนั้น ปัจจุบันแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มที่ติดตั้งกังหันลมไปแล้ว 5 บริษัท 185 ไร่ โดยมีการลงทุนไปแล้วทั้งสิ้น 28,000 ล้านบาท 2. อยู่ระหว่างดำเนินการ 11 บริษัท 395 ไร่ ลงทุนไปแล้ว 200 ล้านบาท แต่ทำสัญญาผูกพันไว้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 72,000 ล้านบาท ดังนั้นจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนหรือยกเลิกโครงการติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าของ 16 บริษัทดังกล่าว