พาณิชย์ยันไม่ปรับเป้าส่งออกยังโต 3% แม้สงครามการค้าจะรุกลามกลายเป็นมหากาพย์

พาณิชย์ยันไม่ปรับเป้าส่งออก

พาณิชย์ยันไม่ปรับเป้าส่งออกยังโต 3% แม้สงครามการค้าจะรุกลามกลายเป็นมหากาพย์ – สั่งทูตพาณิชย์เตรียมข้อมูลรายสินค้าทุกตลาดเสนอที่ประชุม 28 ส.ค.นี้

พาณิชย์ยันไม่ปรับเป้าส่งออก – นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการสัมมนา “มหากาพย์สงครามการค้า เมื่อพญาอินทร์ไล่ขยี้พญามังกร” ว่า สงครามการค้ามีแนวโน้มยืดเยื้อและขยายวงกว้างขึ้นมากกว่าแค่การค้าระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้วิกฤตดังกล่าวก็ยังเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกสินค้าไปทดแทนสินค้าสหรัฐ และสินค้าจีนได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง เครื่องนุ่งห่ม หรืออุตสาหกรรมเบา นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริมวามเข็มแข็งของเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม

“วันที่ 14 ส.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (กรอ. พาณิชย์) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนะปัญหาและอุปสรรคด้านการส่งออก รวมถึงผลักดันให้การส่งออก ของไทยให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ส่วนเป้าการส่งออก 3% นั้นขณะนี้ยังยืนยันเป้าเดิมอยู่ โดยกระทรวงมีแผนที่การส่งออกคือ รักษาตลาดเดิม หาตลาดใหม่และฟื้นฟูตลาดเก่า”

ด้านน.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สถานการณ์การความไม่สงบที่ฮ่องกง โดยเฉพาะการขนส่งทางอากาศที่มีการยกเลิกเที่ยวบิน ไม่น่าจะกระทบกับการส่งออกของไทยมากนักเนื่องจากส่วนใหญ่ไทยใช้การขนส่งทางเรือเป็นหลักและใช้ช่องทางจีนผ่านไปยังฮ่องกงได้ โดยสินค้าที่ส่งไปฮ่องกงส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรแปรรูป ผลไม้ ซึ่งคาดกว่าสถานการณ์น่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเพราะฮ่องกงไม่ใช่เป็นเพียงศูนย์กลางทางการค้าแต่เป็นศูนย์กลางทางการเงินด้วย

น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมกรอ. ในวันที่ 14 ส.ค.นี้ ก็จะรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ก่อนที่จะนำข้อมูลไปประชุมร่วมกับผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ผอ.สคต.) ในวันที่ 28 ส.ค.นี้ ในช่วงงานแสดงสินค้า TILOG LOGISTIC 2019 ที่ไบเทค บางนา ซึ่งทางกรม สั่งการให้ผอ.สคต. เตรียมข้อมูลเจาะรายสินค้าในทุกตลาดทั้งตลาดหลัก ตลาดเก่าและตลาดใหม่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าสินค้าไทยหายไปจากตลาดแค่ไหน และโอกาสของการส่งสินค้าไปยังตลาดจะมีโอกาสเพิ่มมากน้อยแค่ไทย

น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปัญหาสงครามการค้ามีโอกาสที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องกลายเป็นมหากาพย์ แม้ว่าการเลือกตั้งของสหรัฐจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวประธานาธิบดีคนใหม่หรือไม่ก็ตาม เพราะสหรัฐยังมีความเกรงกลัวต่อจีนที่จะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจแทนสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งส้นทางที่จะขยายเส้นทางไปยังยุโรป เพื่อสร้างพันธมิตรและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ นโยบายเมดอินไชน่า 2025 ที่จีนมีเป้าหมายที่จะเป็นประเทศผู้ส่งออกด้านเทคโนโลยี อีกทั้งการขยายอิทธิพลไปยังประเทศต่างๆ ขึ้นมาแทนสหรัฐ ที่เคยเป็นประเทศมหาอำนาจมาก่อน ดังนั้นแม้ว่าใครจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลสหรัฐก็ยังเชื่อว่ามีความกังวลการขยายอิทธิพลของจีนซึ่งอาจจะทำให้สหรัฐออกมาตรการต่างๆ ขึ้นมาได้ในอนาคต

สำหรับผลกระทบต่อการค้ามี 5 ข้อ คือ 1. กระทบการค้าและการท่องเที่ยว โดย 6 เดือนแรก การส่งออกไทยติดลบเกือบ 3% ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนลดลง แต่ยังโชคดีที่รายได้จากการท่องเที่ยวยังเป็นบวกเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวอินเดียเพิ่ม 2. ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทยเกิดอาการโอเวอร์ซัพพลาย 3. ภาคการลงทุน มีการย้ายฐานการผลิตจากจีนและสหรัฐมายังอาเซียน โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม 4. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันราคาลดลงเนื่องจากการผลิตลดน้อยลง และ 5. อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเงินบาทไทยแข็งค่ามาก ตั้งแต่ปลายปีต่อเนื่องมาถึงปีนี้ คาดว่าเงินบาทในครึ่งปีหลังจะอ่อนค่าลงอยู่ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์

นายโจ ฮอร์น พัธโนทัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทยุทธศาสตร์ 613 จำกัด และผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การลงทุนระหว่างประเทศ (ไทย-จีน) กล่าวว่า ปัญหาสงครามทางการค้าในขณะนี้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสหรัฐกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง โดยมองว่าแม้การเลือกตั้ง แม้ว่าจะได้พรรคใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล สหรัฐยังคงต้องติดตามสถานการณ์จีนอย่างใกล้ชิด แต่ปัญหาจะเหมือนสงครามการค้าที่สหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนหรือไม่นั้น เชื่อว่าอาจจะมีการเปลี่ยนหรือปรับรูปแบบจากเดินไปบ้างแต่จะเป็นมาตรการใดที่ออกมา อาจจะต้องรอติดตามพรรครัฐบาลที่เกิดขึ้นในเวลานั้น

บทความก่อนหน้านี้สาวไทยหาตัวลึกลับที่ มัลดีฟส์ ขาดการติดต่อมา 7 วัน ยังไม่รู้ชะตากรรม
บทความถัดไปใช่ศพเด็กสาวอังกฤษ ครอบครัวยืนยันแล้ว หายในป่ามาเลเซียร่วมสัปดาห์