ไฟเขียวกระตุ้นศก. 3.16 แสนล. – คนจนเฮ! พรุ่งนี้บัญชีกลางโอนเงินเข้าบัตรสวัสดิการเพิ่ม 500 บ.

ไฟเขียวกระตุ้นศก. 3.16 แสนล.

ครม.ไฟเขียวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 3.16 แสนล้าน หวังอัดเงินกระตุ้นจีดีพีเพิ่ม 0.5% – คนจนเฮ! พรุ่งนี้ กรมบัญชีกลางจ่ายเงินเข้าบัตรสวัสดิการเพิ่ม 500 บาท

ไฟเขียวกระตุ้นศก. 3.16 แสนล. – นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 316,813 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. มาตรการบรรเทาค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ระยะเวลา 2 เดือน แยกเป็นเติมเงินเข้าไปในบัตรของผู้ถือบัตรสวัสดิการทุกรายให้เป็น 500 บาท/ราย/เดือน เติมเงินในส่วนผู้สูงอายุที่ถือบัตรคนจน เพิ่มอีก 500 บาท/ราย/เดือน เติมเงินสำหรับผู้ถือบัตรคนจนที่มีภาระดูแลเด็กแรกเกิด เพิ่มอีก 300 บาท/ราย/เดือน โดยจ่ายให้ในเดือนส.ค.-ก.ย. 2562 และพักหนี้เงินต้นให้กองทุนหมู่บ้าน ตามสมัครใจ

2. มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้งปี 2562 และเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มาตรการนี้มี 3 โครงการดังนี้ คือ โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในจังหวัดที่ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ง สำหรับลูกค้าเกษตรกรที่มีต้นเงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาท สามารถจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 0.1% ตั้งแต่ 1 ส.ค. 2562-31 ก.ค. 2563

โครงการขยายเวลาชำระเงินกู้ลูกค้าธ.ก.ส. ในจังหวัดที่ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ง ยืดเวลาชำระหนี้ออกไป 2 ปีไม่จำกัดวงเงิน นับจากงวดชำระเดิมแต่ไม่เกิน 31 ก.ค. 2564 นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังมีสินเชื่อฉุกเฉินวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท/ราย ฟรีดอกเบี้ยปีแรก และสินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายภัยแล้งอีกรายละไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย, นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้แก่ชาวนา ในปีการผลิต 2562/63 โดยให้เงินสนับสนุนค่าปลูก 500 บาท/ไร่ ไม่เกิน 20 ไร่/ราย

3. มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ ภายใต้โครงการ “ชิม ช้อป ใช้” มีเป้าหมาย 10 ล้านคนแรกที่สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยสนับสนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศ โดยให้เป็นเงินค่าใช้จ่ายผ่านระบบ “จี วอลเลท” ระหว่างวันที่ 27 ก.ย.-30 พ.ย. 2562 วงเงิน 1,000 บาท/คน โดยให้ใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร ซื้อสินค้าท้องถิ่นหรือโอท็อป และค่าที่พัก

สำหรับคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับสิทธิ ต้องเป็นคนไทยอายุ 18 ปีบริบูรณ์ มีบัตรประชาชน สนใจสามารถดำเนินการได้ใน 4 ขั้นตอนง่ายๆ คือ 1. ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระหว่างวันที่ 23 ก.ย.-15 พ.ย. 2562 หรือจนกว่าสิทธิจะหมด 10 ล้านคน 2. รอรับ SMS ยืนยันหลังลงทะเบียนไม่เกิน 3 วัน ทำการ 3. ดาวน์โหลดแอพฯเป๋าตัง เพื่อรับสิทธิตรามมาตรการ และ 4. เดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่าย

นอกจากได้รับสิทธิแล้วยังมีรับสิทธิต่อ 2 ต่อที่ 1 เป๋าตัง ช่องที่ 1 ให้สิทธิวงเงิน 1,000 บาท/คน เพื่อสินค้าและบริการในสถานประกอบการที่ลงทะเบียนร่วมมาตรการ ภายใน 14 วันหลัง ได้รับ SMS ยืนยันในจังหวัดที่เลือกไว้เพียง 1 จังหวัดเป๋าตัง 2 ได้รับเงินคืน 15% ของยอดที่ชำระจริง แต่ไม่เกิน 4,500 บาท/คน หรือใช้จ่ายที่ใช้สิทธิได้จะไม่เกิน 30,000 บาท/คน โดยใช้จ่ายในสินค้าดังนี้คือ ที่พัก อาหาร และสินค้าโอท็อป มาตรการนี้สามารถใช้ได้ดตั้งแต่วันที่ได้รับ SMS ถึงวันที่สิ้นสุดมาตรการในจังหวัดที่ไม่ใช่ที่อยู่ตามบัตรประชาชน

4. มาตรการด้านส่งเสริมการลงทุนในประเทศ สำหรับเอสเอ็มอีรายย่อย ที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ กองทุนสสว. มีวงเงินให้กู้ 10,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 1% ต่อปี สินเชื่อทั่วไป สามารถกู้ผ่านสินเชื่อธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 4% ต่อปี และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนซื้อเครื่องจักรสามารถนำเงินลงทุนมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่าของเงินลงทุน โดยทยอยหักเป็นเวลา 5 ปี โดยมาตรการจะมีผลตั้งแต่ครม. อนุมัติไปจนถึง 31 มี.ค. 2563

ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง กล่าวว่า ครม. เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 3.16 แสนล้าน หวังกระตุ้นการเติบโตของจีดีพีได้ประมาณ 0.5-0.6% ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะดำเนินการผ่าน 3 ภาคคือ ภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตร และผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

มาตรการด้านการท่องเที่ยว เป้าหมาย 10 ล้านคน ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านแอพพิเคชั่น ซึ่งกระทรวงการคลังจะร่วมกับธนาคารกรุงไทย เปิดให้ประชาชนมาลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ หลังประชาชน ลงทะเบียนจะได้รับสิทธิเติมเงินเข้าในแอพพิเคชั่นวงเงิน 1,000 บาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังขยายเวลา การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่านักท่องเที่ยว ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (visa on arrival หรือ voa) เพื่อเข้าประเทศด้วย จากเดิมสิ้นสุดในเดือนต.ค.นี้ โดยจะขยายมาตรการดังกล่าวไปจนถึงเม.ย. 2563 ซึ่งยังเป็นประเทศในกลุ่มเดิมยังไม่มีการเพิ่มประเทศตามกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่าจะเพิ่มประเทศจีน และอินเดีย เพิ่มเติมในครั้งนี้

น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าวกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนของรัฐบาล ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการจ่ายเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในส่วนของการจ่ายเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในเดือนส.ค.-ก.ย. 2562

สำหรับมาตรการพยุงการบริโภคของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 500 บาทต่อคนต่อเดือนนั้น ในส่วนผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 31, 33, 37, 38 และ 39 เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 21 ส.ค. 2562 และวันที่ 6 ก.ย. 2562 ส่วนผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 32, 34, 35 และ 36 เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 22 ส.ค. 2562 และวันที่ 7 ก.ย. 2562 และผู้มีสิทธิที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 1, 2, 4, 5 และ 8 เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 23 ส.ค. 2562 และวันที่ 8 ก.ย. 2562

มาตรการมอบเงินช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ที่มีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 5 ล้านราย เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 24 ส.ค. 2562 กับวันที่ 9 ก.ย. 2562 และมาตรการช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตรแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรับ 300 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีผู้ลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวนกว่า 8 แสนราย เงินจะเข้าบัตรในวันที่ 24 ส.ค. 2562 กับวันที่ 9 ก.ย. 2562

อย่างไรก็ดี กรมบัญชีกลางได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพื่อให้การจ่ายเงินตามมาตรการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถนำเงินไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่รับชำระเงินผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC), Mobile Application ถุงเงินประชารัฐ, ร้านค้าทั่วไปที่รับชำระเงินผ่านเครื่อง EDC แบบพร้อมการ์ด (Prompt Card) หรือสะสมไว้ใช้จ่ายเมื่อจำเป็น สะสมไว้เป็นเงินออมในบัตร

อีกทั้ง สามารถถอนเป็นเงินสดได้ โดยผู้มีสิทธิไม่ต้องกังวลใจ เนื่องจากเงินในกระเป๋า e-Money ดังกล่าว ไม่จำกัดเวลาในการใช้จ่าย สามารถถอนวันใดก็ได้ ไม่มีการดึงเงินคืนหากไม่มีการใช้จ่ายตามระยะเวลาที่กำหนดแน่นอน

บทความก่อนหน้านี้บิ๊กป้อม ลั่นเป็นนักการเมือง สมัครเข้า พปชร. เพราะอยากช่วยประเทศ โวประสบการณ์ 50 ปี
บทความถัดไปอาจารย์บุศรินทร์ จัดสอนโหราศาสตร์ไทย หลักสูตร 10 สัปดาห์