ส.อ.ท. ชี้ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมวูบต่ำสุดในรอบ 10 เดือน กังวัลบาทแข็ง-สงครามการค้ายืดเยื้อ-ราคาน้ำมันฉุด
ความเชื่อมั่นภาคอุตฯวูบ – นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนส.ค. 2562 อยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ในระดับ 93.5 ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ตั้งแต่เดือนพ.ย. 2561 ที่อยู่ในระดับ 93.9 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว ผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้จ่าย รวมทั้งภาวะการแข่งขันสูง การแข็งค่าของเงินบาทที่แข็งค่ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก จึงต้องการเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีกำหนดการประชุมวันที่ 25 ก.ย.นี้ พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.50% ให้อยู่ที่ 1.25% เพื่อช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท
นอกจากนี้ ช่วงปลายเดือนส.ค. ได้เกิดพายุฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทำให้กระทบต่อการคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงด้านต่างประเทศ จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ที่ยังคงยืดเยื้อ ยังเป็นความกังวลต่อเนื่องของผู้ประกอบการส่งออก
ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 102.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 102.3 เนื่องจากผู้ประกอบการคาดหวังว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 จะมีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่มากขึ้น รวมทั้งผลจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศของภาครัฐจะส่งผลดีต่อยอดขายและยอดคำสั่งซื้อของผู้ประกอบการ

ด้านนายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานส.อ.ท. กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงด้านราคาน้ำมันหลังเกิดเหตุโจมตีแหล่งน้ำมัน 2 แห่งในประเทศซาอุดิอาระเบีย ว่า จากเหตุดังกล่าวส่งผลต่อการผลิตน้ำมันดิบหายไป 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือมากกว่า 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของซาอุฯ และคิดเป็นกำลังการผลิตในสัดส่วน 5% ของโลกที่ปัจจุบันซาอุฯ มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบทั้งหมดอยู่ที่ 9.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ทั้งนี้ แม้ประเทศอิหร่านจะมีกำลังการผลิตที่สามารถชดเชยการผลิตของซาอุฯ ได้ แต่อิหร่านก็ถูกสหรัฐคว่ำบาตรทำให้มีปัญหาเรื่องการส่งออก จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าผลกระทบที่จะมีต่อโลกนั้นมีมาก แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นมากนัก เนื่องจากหลายประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ในระดับหนึ่ง
เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีโรงกลั่นสำรองน้ำมันไว้ 6% ตามกฎหมาย รวมกับน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง น้ำมันสำเร็จรูปในคลังน้ำมัน ทำให้โดยรวมไทยยังมีน้ำมันสำรองใช้ได้ประมาณ 50 กว่าวันโดยไม่เกิดปัญหาใดๆ อีกทั้งไทยยังมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายประเทศในตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ที่มีกำลังการผลิตเพียงต่อความต้องการ ไม่ได้ผูกขาดเฉพาะซาอุฯ ประเทศเดียว จึงไม่น่าส่งผลกระทบต่อไทยมากนัก
โดยจากการประเมินเบื้องต้นเห็นว่าผลกระทบที่เกิดแม้จะกระทบโรงกลั่นในระยะสั้น เห็นได้จากราราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ปรับขึ้นไปที่ 69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากก่อนเกิดเหตุระเบิดอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งราคาน้ำมันจะปรับขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะยืดเยื้อต่อไปแค่ไหน หากยืดเยื้อไปถึงเข้าสู่ฤดูหนาวจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในระยะต่อไป
นายบวร กล่าวว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นทุก 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท ย่อมส่งผลกระทบราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศทั้งทางตรงในระยะสั้นตามหลักจิตวิทยา ทั้งยังต้องติดตามว่าจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อสินค้าที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงอยู่ในระดับสูงมากแค่ไหน จนกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศ และอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้