ธนารักษ์ลุยแก้บุกรุกที่ราชฯ ร่วม 1.36 ล้านไร่ทั่วประเทศ ตั้งเป้าปีนี้จับเซ็นค่าเช่าราคาถูกได้ 1 แสนราย

ธนารักษ์ลุยแก้บุกรุกที่ราชฯ

กรมธนารักษ์ลุยแก้บุกรุกที่ราชพัสดุ ทั้งหมด 139,000 ราย ร่วม 1.36 ล้านไร่ทั่วประเทศ ตั้งเป้าปีนี้จับเซ็นค่าเช่าราคาถูกได้ 1 แสนราย

ธนารักษ์ลุยแก้บุกรุกที่ราชฯ – นายยุทธนา หยิมการุณ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สั่งการให้ธนารักษ์จังหวัดเร่งแก้ปัญหาการบุกรุกที่ทำกินในพื้นที่ราชพัสดุ ซึ่งมีผู้บุกรุกทั้งหมด 139,000 ราย ในพื้นที่ 1.36 ล้านไร่ทั่วประเทศ ซึ่งกรมตั้งเป้าหมายว่าภายในปีนี้จะเร่งลงพื้นที่สำรวจรังวัดพื้นที่ และจัดสรรกรรมสิทธิสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้แก่ผู้บุกรุกได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย มีเนื้อที่กว่า 1 ล้านไร่ เพื่อช่วยให้ชาวบ้านมีสัญญาที่ทำกินถูกต้องตามกฎหมาย โดยกรมจะคิดค่าเช่าในราคาขั้นต่ำ ถ้าเป็นพื้นที่สำหรับทำการเกษตรจะเสียค่าเช่าปีละ 200 บาทต่อไร่ ขณะที่ค่าเช่าสำหรับที่อยู่อาศัยทั่วไป จะคิดตารางวาละ 25 สตางค์ต่อเดือน หรือปีละ 300 บาทต่อ 100 ตารางวาเท่านั้น

“การแก้ปัญหาที่ทำกินนี้ มีเป้าหมายเพื่อต้องการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ได้ให้ความสำคัญทางรายได้ โดยหากผู้บุกรุกไม่มีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ ก็จะได้รับการรับรองสิทธิด้วยการจัดสัญญาให้เช่า ซึ่งสามารถนำสัญญาเช่าไปใช้ยื่นประกอบการขอกู้กับธนาคารรัฐ รวมถึงสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐอื่นๆ ได้เช่น กรณีเกิดภัยพิบัติจะได้รับเงินช่วยเหลือชดเชย แต่หากยังมีสถานะเป็นผู้บุกรุกจะไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรเลย”

ทั้งนี้ กระบวนการทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุกับธนารักษ์นั้น ธนารักษ์พื้นที่จะเร่งลงสำรวจพื้นที่ที่มีการบุกรุก พร้อมทั้งมีแผนจ้างบริษัทเอกชนภายนอก หรือข้าราชการที่มีความรู้และเกษียณไปแล้วมาช่วยจัดทำข้อมูล ซึ่งปัจจุบันพบว่าพื้นที่บุกรุกส่วนใหญ่ อยู่ในจังหวัดนครสวรรค์มาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นสุราษฎร์ธานี และราชบุรี

นายยุทธนากล่าวต่อว่า กรมธนารักษ์ยังจัดทำโครงการ ศูนย์รวมชุมชนเพื่อพัฒนาเป็นตลาดนัดชุมชน จุดค้าส่งสินค้าชุมชน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว ตามโครงการประชารัฐสร้างไทย ซึ่งในวันที่ 11 ต.ค.นี้ จะนำร่องเปิดโครงการแรกในที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ กส.63 ต.หนองกุงศรี อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างจากส่วนราชการที่ส่งคืนมาให้กรมธนารักษ์จัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และเป็นช่องทางสร้างรายได้ในชุมชน

นอกจากนี้ กรมมีแผนเจรจากับหน่วยงานราชการให้มีการคืนที่ดินที่ไม่ใช้ประโยชน์มาทำประโยชน์ให้กับชุมชนมากขึ้น ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าภายในปีงบ 2563 นี้ กรมจะขยายศูนย์รวมชุมชนดังกล่าวให้ได้ 100 ชุมชน ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดการเข้าร่วมขายสินค้า หรือแผนการพัฒนาพื้นที่ในโครงการ ได้ที่ธนารักษ์จังหวัดทั่วประเทศ

“การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ เพราะสามารถลดต้นทุนการจำหน่ายสินค้าได้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีรายได้ที่ดีขึ้นตามไปด้วย โดยมีธนารักษ์จังหวัดเป็นผู้จัดสรรความต้องการการใช้พื้นที่ของคนในชุมชน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว”

บทความก่อนหน้านี้เครือซีพีหนุนเด็กไทยโชว์วิสัยทัศน์เวที ‘One Young World 2019’
บทความถัดไปโมโตจีพี สะพัด 3.1 พันล้าน – เร่งเสนอ ครม. ต่อสัญญาเพิ่มอีก 5 ปี