ครม. ไฟเขียวมาตรการรับมือแล้ง หลังสทนช.ชี้ 1 พ.ย. เข้าฤดูแล้ง 60 จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำ

ชี้ 60 จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำ – น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งปี 2562/63 และพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคใต้ปี 2562 พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามมาตรการรองรับโดยด่วนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หลังประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2562 พบ พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค 60 จังหวัด แบ่งเป็น พื้นที่ในเขตการประปาส่วนภูมิภาค ต้องเฝ้าระวังขาดแคลนน้ำ จำนวน 22 จังหวัด 56 อำเภอ ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้ใช้น้ำ 7.17 แสนราย ได้แก่ ภาคเหนือ จำนวน 7 จังหวัด 19 อำเภอ คือ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา เชียงราย นครสวรรค์ พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 10 จังหวัด 32 อำเภอ คือ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ชัยภูมิ ขอนแก่น อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย สกลนคร และบุรีรัมย์ ภาคตะวันออก จำนวน 1 จังหวัด 1 อำเภอ คือ ชลบุรี และ ภาคใต้ จำนวน 4 จังหวัด 4 อำเภอ คือ พังงา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี

และนอกเขตพื้นที่การประปาส่วนภูมิภาค ได้รับผลกระทบ จำนวน 38 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ 16 จังหวัด (ภาคกลาง 10 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด ภาคตะวันออก 3 จังหวัด และภาคตะวันตก 2 จังหวัด

นอกจากนี้ ยังพบว่ามี พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร แบ่งเป็น พื้นที่ในเขตชลประทาน มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตร จำนวน 5 แห่ง ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เขื่อนน้ำกระเสียว ในจังหวัดสุพรรณบุรี เขื่อน ทับเสลา จ.อุทัยธานี เขื่อนอุบลรัตน์ กระทบการทำการเกษตรในจ.ขอนแก่น จ.ร้อยเอ็ด จ.มหาสารคาม จ.กาฬสินธุ์, เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ และเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ขอนแก่น จ.ชัยภูมิ

ส่วนมีปริมาณน้ำเพียงพอเพื่อการเกษตรต่อเนื่อง เฉพาะพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น จำนวน 9 แห่ง ใน 28 จังหวัด ได้แก่ 4 เขื่อนหลัก ได้แก่เขื่อน ภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ครอบคลุม 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ และจ.ลำพูน เขื่อนแม่มอก จ.ลำปาง และจ.สุโขทัยเขื่อนมูลบน จ.นครราชสีมา เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา และเขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงฌทรา และจ.ชลบุรี

ส่วนปริมาณน้ำเพียงพอต่อเพื่อทำนาข้าวรอบที่ 2 บางพื้นที่ จำนวน 11 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนกิ่วลม จ.เชียงใหม่ จ.ลำปาง เขื่อนกิ่วคอหมา จ.ลำปาง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนสกลนคร เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร และจ.นครพนม เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา เขื่อนบางพระ จ.ชลบุรี เขื่อนประแสร์ จ.ระยอง เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และบางลาง จ.ปัตตานี และจ.ยะลา

ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานได้รับผลกระทบ 20 จังหวัด 54 อำเภอ ได้แก่ภาคเหนือ จำนวน 9 จังหวัด 35 อำเภอ คือ เชียงราย อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 8 จังหวัด 13 อำเภอ คือ ยโสธร กนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา และเลย , ภาคกลาง จำนวน 2 จังหวัด 4 อำเภอ คือ ลพบุรี และสุพรรณบุรี และ ภาคตะวันตก จำนวน 1 จังหวัด 2 อำเภอ คือ กาญจนบุรี

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ครม. เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และหน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินการเชิงป้องกันการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูแล้ง 2562/63 ตามที่ สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่

ด้านน้ำต้นทุน 4 มาตรการ คือ 1. จัดทำแผนสำรองน้ำ/แหล่งน้ำสำรอง/ขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบ ทำนบดินชั่วคราวปิดกั้นลำน้ำในพื้นที่เหมาะสม ขุดลอกลำน้ำที่มีสภาพตื้นเขิน รวมถึงดึงน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียง 2. ปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตร

3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการบริหารจัดการน้ำกำหนดปริมาณน้ำจัดสรรในฤดูแล้งให้ชัดเจน และแจ้งให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบแผน 4. จัดทำทะเบียนผู้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำ เพื่อตรวจสอบข้อมูลแหล่งน้ำ และเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน