เปิดมุมมองภาคเอกชนไทย‘กนง.’ลดดอกเบี้ยเหลือ1.25%

เปิดมุมมองภาคเอกชนไทย‘กนง.’ลดดอกเบี้ยเหลือ1.25%

เปิดมุมมองภาคเอกชนไทยกนง.’ลดดอกเบี้ยเหลือ1.25%

เปิดมุมมองภาคเอกชนไทยกนง.’ลดดอกเบี้ยเหลือ1.25% : เป็นไปตามตลาดคาดการณ์ หลังที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 6 ..2562 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เห็นชอบปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ต่อปี จาก 1.50% ต่อปี มาอยู่ที่ 1.25% ต่อปี

นับเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์จากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ หรือแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิสโดยเป็นการลดดอกเบี้ย ครั้งที่ 2 ของปี หลังจากที่ปรับลดครั้งล่าสุด 0.25% ช่วงเดือน ส..ที่ผ่านมา

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ กนง.ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพราะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ล่าสุดที่ 2.8% และมีแนวโน้มต่ำกว่าศักยภาพมากขึ้น จากการส่งออกที่ชะลอตัวกว่าที่คาด สงครามการค้าส่งผลให้มีการเลิกจ้างงาน

อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อ มีปัจจัยเสี่ยงต้องติดตาม

นอกจากนี้ยังมุ่งหวังว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา หรือ MLR ขยับ ลดลง หลังจากที่การปรับลดดอกเบี้ยในเดือน ส.. มีเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี หรือ MRR และอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี หรือ MOR เท่านั้นที่ขยับ ลดลง

ส่วนทัศนะของภาคเอกชนต่อการลดดอกเบี้ยครั้งนี้

นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จะมีประโยชน์อย่างมากในการดูแลเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้

เนื่องจากปัจจุบันอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่า 1% ขณะที่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปีนี้ทั้งปีประมาณการไว้อยู่ที่ 1-4%

เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีนี้ยังมีความเสี่ยงชะลอตัวลง

อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มที่จะต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวลง ดังนั้นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% จะมีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภค การขอสินเชื่อเพื่อซื้อทรัพย์สินเช่นที่อยู่อาศัยการดูแลสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า แม้ภาวะหนี้ครัวเรือนจะอยู่ใน ระดับสูง แต่ยังเป็นระดับที่สามารถควบคุมได้ และธนาคารพาณิชย์ควบคุมการปล่อยสินเชื่อ การลดดอกเบี้ยจึงเพิ่มอำนาจการซื้อให้ ผู้บริโภค ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีให้ฟื้นตัวต่อเนื่องจนถึงปี 2563 เป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าคาดขยายตัวได้ 3%

นอกจากนี้การลดดอกเบี้ยยังช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทที่แข็งค่า เป็นแรงจูงใจให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศ ดังนั้นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจะช่วยลดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐลงได้

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (...) กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยแค่แก้ไขปัญหาระยะสั้น ขณะนี้ต้องมองมาตรการระยะยาว ซึ่งธปท.ต้องดูโครงสร้างตะกร้าเงินของประเทศ ที่เอกชนมองว่าน่าจะถึงเวลาทบทวนว่าควรจะทำอย่างไรให้เหมาะสมหรือไม่ และเมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ราคาพลังงานจะลดลงเช่นน้ำมันเพื่อดูแลต้นทุนด้วย

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แม้การลดดอกเบี้ยจะมีข้อดีด้านอื่น แต่ก็มีผลเสียต่อผู้ฝากเงิน ดังนั้นโจทย์สำคัญคือต้องมองภาพรวมว่าประเทศจะมีผลดีในด้านใดมากกว่าผลเสีย ข้อมูลในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ

นายภวรัญชน์ อุดมศิริ กรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาโครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝด บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ กล่าวถึง ผลดีเชิงผู้ประกอบการทำให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการของ ผู้ประกอบการถูกลง

ขณะที่ในมุมของลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ ก็ได้ประโยชน์ด้วย เช่นกัน ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลง อัตราการผ่อนชำระหนี้ก็ลดลงตามไปด้วย อีกทั้งโอกาสในการกู้ผ่านก็มากขึ้น

ตลอดจนโอกาสที่จะได้วงเงินอนุมัติเงินกู้สูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยที่ธนาคารยังใช้หลักเกณฑ์เหมือนเดิม ในเวลาเดียวกันก็ช่วยเศรษฐกิจในภาพรวมให้มีความคึกคักขึ้น

ขณะที่ นายกำพล อดิเรกสมบัติ หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ อีไอซี (EIC) กล่าวว่า ผลของการลดดอกเบี้ยนโยบาย น่าจะมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จำกัด โดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจช่วยลดภาระหนี้สินของภาคธุรกิจได้

เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่กู้ยืมเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว แต่ผลต่อการช่วยลดภาระหนี้สินของภาคครัวเรือนอาจมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อส่วนบุคคลต่างก็มีอัตราดอกเบี้ยคงที่

แม้การลดดอกเบี้ยนโยบายอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงได้ แต่อาจไม่สามารถเพิ่มปริมาณการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ได้มากนัก เนื่องจากความต้องการสินเชื่อมีแนวโน้มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจไทย

อีกทั้งการลดดอกเบี้ยอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน เพราะจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมาก และอาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ได้

นายประยงค์ยุทธ อิทธิรัตน์ชัย รองหัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านพัฒนาทรัพย์สินแนวสูง บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการตัดสินใจของธปท. และถือว่าดอกเบี้ย 1.25% เป็นอัตราที่ต่ำสุดแล้ว

ทั้งนี้หากไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงอาจมีผลต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมได้ เนื่องจากค่าเงินบาทในขณะนี้ถือว่าแข็งค่ามากเมื่อเทียบกับในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน ซึ่งกระทบตลาดอสังหาริมทรัพย์พอสมควร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อคอนโดมิเนียมที่มีลูกค้าต่างชาติ ต้องใช้เงินมากขึ้นในการโอนคอนโดมิเนียม เนื่องจากไม่สามารถกู้เงินในไทยได้

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด กล่าวว่า จากการที่ กนง.ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% น่าจะส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจไทย และส่งผลให้ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลับมาพลิกฟื้นดีขึ้น ซึ่งจะชัดเจนขึ้นในปี 2563 และกระตุ้นให้ความต้องการในตลาดเกิดขึ้นได้

ส่งผลให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้

บทความก่อนหน้านี้ชิมช้อปใช้1.3หมื่นล้าน ‘อุตตม-ลวรณ-เอกนิติ’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ : ทะลุคนทะลวงข่าว
บทความถัดไปเรือนเสมือนญาติ-วัดอมรินฯที่พักผู้ป่วยยากไร้-ศิริราชพยาบาล