ส่องกระสุนการเงิน-การคลัง ปลุกชีพจรเศรษฐกิจปี2563

ทิ้งทวนปี 2562 ก่อนเข้าสู่เศรษฐกิจปี 2563 จาก ‘ปีกุน’ สู่ ‘ปีชวด’ ที่ยังคงต้องลุ้นตามกันต่อว่า เศรษฐกิจไทยในปีชวด นั้นจะชวดตลอดทั้งปีอีกหรือไม่ เห็นได้จากประมาณการเศรษฐกิจ ทั้งปี 2562 ไว้ที่เฉลี่ยมากกว่า 3% และค่อยๆ ปรับลดลงมาจนเหลือ 3% ในช่วงกลางปี จนท้ายปี รอมร่อแค่ 2.6-2.8% เท่านั้น โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กว่า 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศ หรือจีดีพี ทรุดหนักจากพิษสงครามการค้าที่รุนแรงเกินกว่าคาด ส่งผลให้สำนักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทุบตัวเลขประมาณการส่งออก -2% จากต้นปีที่ยังเป็นบวก

ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชนยังลูกผีลูกคน เช่นเดียวกับการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ ที่กว่าจะเข้าเป้าหวังจะให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ จะเหลือเพียงเครื่องยนต์เดียวที่พอจะให้ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้ก็จะไม่พ้นภาคการท่องเที่ยว แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเศรษฐกิจในปี 2563 จะมีแนวโน้มทรงตัว หรือชะลอตัวไปไม่ต่างจากปี 2562 แต่ในฐานะผู้กุมบังเหียน ทิศทางเศรษฐกิจ ‘นายอุตตม สาวนายน’ รมว.คลัง ไม่ยอมหมดหวัง ปักธงสู้กับทิศทางเศรษฐกิจปีชวด ที่ยอมรับว่ายังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่เครื่องไม้เครื่องมือทางการคลังก็ต้องเตรียมให้เต็มหน้าตัก พร้อมใช้ตลอดปี ให้สมกับราคาคุยที่ว่า “เศรษฐกิจไทยยังไกลเมรุ ไม่มีเผาหลอก ไม่มีเผาจริง”

เช่นเดียวกันกับเครื่องไม้เครื่องมือทางการเงินของ “นายวิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจในปี 2563 ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ผันผวน และมีปัจจัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในฐานะผู้ประคองเสถียรภาพด้านการเงินที่เสมือน เป็น “ปราการด่านสุดท้าย” จะต้องหนุนให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ไกลจากปัจจัยเสี่ยง และมองให้เท่าทันในทุก สถานการณ์

ทําให้ปี 2563 กระสุนการคลัง การเงิน ทุกนัดที่จะยิงออกไปจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดทั้งปี 2562 มีการใช้นโยบายด้านการคลัง การเงิน อย่างที่ไม่เคยเห็นได้บ่อยๆ ในภาวะเศรษฐกิจยังขยายตัวดี ในปี 2562 ด้านการคลังนโยบายหลัก ที่นำมาใช้หลังเซ็ตอัพรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้ คือ “มาตรการชิมช้อปใช้” โดยรัฐใช้งบประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท จัดสรรเงินให้ประชาชนคนละ 1,000 บาท ผ่านแอพพลิเคชั่น เป๋าตังค์-ถุงเงิน มีประชาชนเข้าใช้สิทธิกว่า 15 ล้านคน คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ กว่า 6 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ยังมี มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ เริ่มจากลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% สินเชื่อบ้านจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ดอกเบี้ย 2.5% วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท โครงการบ้านในฝัน รับปีใหม่ กับแคมเปญ ซื้อปุ๊บ โอนปั๊บรับทันที 3 สิทธิ์พิเศษ ก่อนปิดท้ายที่โครงการบ้านดีมีดาวน์ ที่แจกเงิน 50,000 บาท ให้กับผู้ซื้อบ้านใหม่ 1 แสนราย

ส่วนมาตรการด้านการเงิน ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย รวม 2 ครั้ง ครั้งแรก จาก 1.75% มาอยู่ที่ 1.50% และครั้งที่ 2 ลดจาก 1.50% มาอยู่ที่ 1.25% ต่อปี ต่ำเป็น ประวัติการณ์ ตั้งแต่แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส นอกจากนี้ ยังออกมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ (LTV) ควบคุมเงินดาวน์ขั้นต่ำ 10% และปรับเพิ่มขึ้นกรณีที่เป็นบ้านหลัง 2 และ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2562 เนื่องจากเห็น สัญญาณฟองสบู่ส่งท้ายปีด้วยมาตรการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยการปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้เงินทุนไหลออก เช่น ให้ผู้ส่งออกพักเงินการต่างประเทศได้

ปี2563 กระสุนที่มีจึงน้อยลง ท่ามกลางเป้าหมายที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยลบที่ยังรายล้อม ทุกนัดจึงต้องหวังผลได้ เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว 2.7-3.7% ภายใต้โจทย์หลัก คือ

1.การขับเคลื่อนการส่งออกไม่ให้ต่ำกว่า 3%

2.ขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวให้สามารถขยายตัวสนับสนุนเศรษฐกิจภาพรวมได้ต่อเนื่อง

3.รักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ให้ไม่ต่ำกว่า 92.3% งบประจำไม่ต่ำกว่า 98% งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 70% งบเหลื่อมปีไม่ต่ำกว่า 73% และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจไม่ต่ำกว่า 80%

4.สร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัว การลงทุน เอกชน

และ 5.ดูแลเกษตรกร แรงงาน ผู้มีรายได้น้อย วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และเศรษฐกิจฐานราก

ในปี 2563 มาตรการด้านการคลัง ที่ยังจะคงเห็นการขับเคลื่อนต่อไป คือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ซึ่งเดิมมีผู้ลงทะเบียนไว้กว่า 14 ล้านคน แต่วงเงินงบประมาณที่เตรียมไว้ใช้ในโครงการสิ้นสุดที่ปี 2562 ดังนั้น จึงต้องตั้งต้นใหม่อีกครั้ง ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างศึกษาการลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการตัดสิทธิบางรายการ เพื่อให้คนจนตัวจริงได้สิทธิมากขึ้น และ กลั่นกรองผู้ได้รับสิทธิจาก 14 ล้านคน เหลือเฉลี่ย 10 ล้านคน เพื่อให้ใช้งบประมาณได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ยังคงจะเห็นการให้ความสำคัญกับมาตรการดูแลเกษตรกร ที่เป็นหัวใจหลักของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านกลไกสถาบันเฉพาะกิจของรัฐ ประกันรายได้สินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ไม่รวมถึงการพักหนี้เกษตรกร หรืออัดฉีดเม็ดเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน ที่คาดว่าจะเห็นการขยายผลมาตรการต่อเนื่องยังปี 2563 ด้วย ขณะเดียวกันมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ ยังต้องผลักดันให้เป็นไปตามเป้าหมาย

รวมทั้งภาคการส่งออกที่แม้ว่ากระทรวงการ คลังจะไม่ใช่หน่วยงานหลัก แต่พร้อมจะสนับสนุนการส่งออกให้ขยายตัวต่อไปได้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ออกโดยหวังผลเร็ว ที่กระทรวงการคลังพร้อมที่จะเข็นออกมาในช่วงข้ามคืน บางส่วนที่ดำเนินการไป และมีฐานข้อมูลในระบบแล้วอย่างมาตรการ ชิมช้อปใช้ ก็พร้อมที่จะทบทวน ต่อยอดออกมาใช้ต่อเนื่องได้ในปี 2563

ขณะที่มาตรการด้านการเงิน ยังคงต้องจับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่าจะมีทิศทางดอกเบี้ย เป็นอย่างไร แม้ว่าตลาดจะมีการ คาดการณ์ว่า ดอกเบี้ยอาจจะอยู่ในช่วงขาลง มีโอกาสที่กนง.จะลดดอกเบี้ยลงเหลือ 1% ก็ต้องดูว่า กนง.จะพิจารณาอย่างไร นายวิรไทระบุว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ที่ 1.25% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุด ในประวัติศาสตร์ ไม่สามารถปรับลดลงได้มากกว่านี้ และไม่คิดว่าไทยจะใช้ดอกเบี้ยนโยบายแบบติดลบได้

เช่นเดียวกันกับการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ที่ยังเป็นโจทย์สำคัญเพราะปี 2562 เงินบาทไทยแข็งค่ามากกว่าภูมิภาค จนส่งผลกระทบหลายๆ ด้าน นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ระบุว่า ค่าเงินของภูมิภาครวมถึงค่าเงินบาทมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง นักลงทุนในตลาดโลกเลือกที่จะเปลี่ยนมุมมองในการมองทิศทางของค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงค่าเงินบาทด้วย

นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เห็นได้ว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธปท.แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่สะเด็ดน้ำมากนัก เนื่องจากมีการแข่งขันในตลาดมาก รูปแบบสินเชื่อปรับตัวหลากหลาย ทำให้ตามติดไม่ทัน

หนึ่งในมาตรการที่คาดว่าจะได้เห็นในช่วงต้น ปี 2563 คือ การช่วยแก้ปัญหาลูกหนี้บัตรเครดิต ที่ธปท. ระบุว่า การรีไฟแนนซ์หนี้บัตรของลูกหนี้ที่มีประวัติผ่อนชำระดี แต่เริ่มประสบปัญหาการผ่อนชำระ อยู่ในขั้นตอนของการหารือหลักการเบื้องต้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งก่อนจะมีแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินการต่อไป

ทั้งหมดคือกระสุนคร่าวๆ ด้านการเงิน การคลัง เตรียมไว้พร้อมยิงทันที หากเห็นว่าทิศทางเศรษฐกิจเริ่มมีปัญหา เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจปีชวดยังเป็นโจทย์เดิม แต่อาจทวีความเข้มข้นขึ้น การเงินการคลัง จึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ ก่อนที่โครงสร้างเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชนจะทุลักทุเลไปอีก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน