มูลนิธิปิดทองหลังพระผนึกรัฐ

ลงภาคใต้สร้างรายได้เกษตรกร

มูลนิธิปิดทองหลังพระผนึกรัฐความพยายามของมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่มี ...ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิ นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ ลงประยุกต์ใช้กับเกษตรกรในพื้นที่บ้านสุเหร่า ต.ท่าน้ำ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี

นายทัณฑวัต พุทธวงค์ หัวหน้างานพื้นที่ต้นแบบจังหวัดชายแดนใต้ มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ กล่าวถึงภาพรวมการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดชายแดนใต้ว่า มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เริ่มการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบตามแนวพระราชดำริ ตั้งแต่ปี 2559 ในพื้นที่ 6 หมู่บ้าน ของ 3 จังหวัด

ทัณฑวัต พุทธวงค์

ประกอบด้วย 1. หมู่บ้านใน จ.ยะลา ได้แก่ บ้านจำปูน ต.ท่าธง อ.รามัน, 2. หมู่บ้านใน จ.นราธิวาส ได้แก่ บ้านฮูแตทูวอ ต.โคกเคียน อ.เมือง บ้านโคกยามู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ, และ 3. หมู่บ้านใน จ.ปัตตานี ได้แก่ บ้านแป้น ต.แป้น อ.สายบุรี บ้านสุเหร่า ต.ท่าน้ำ อ.ปานาเระ และบ้านละโพะ ต.ป่าไร อ.แม่ลาน

มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เป็นตัวกลางในการประสานทุกภาคส่วนเพื่อหารูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับพื้นที่ ด้วยเป้าหมายแรกคือการอยู่รอดและพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เริ่มด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะน้ำเพื่อการเกษตรและบริโภคในครัวเรือน ตามด้วยการส่งเสริมอาชีพใหม่

เน้นส่งเสริมพืชเกษตรและสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง เช่น แพะ ทุเรียน เมล่อน พัฒนาทั้งด้านการผลิต และการตลาด ดึงสถาบันการศึกษาในพื้นที่เข้ามาให้ความรู้ร่วมกันแก้ไขปัญหาตามความต้องการของประชาชน ซึ่งการพัฒนาเพื่อเพิ่มรายได้ดังกล่าว ทำไปพร้อมกับเรียนรู้แนวทางการลดรายจ่ายในครัวเรือนด้วย

เป้าหมายพัฒนาคน พัฒนาแหล่งทำกิน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรสามารถอยู่ดีกินดีขึ้น โดยพื้นที่บ้านสุเหร่า ต.ท่าน้ำ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี จากเดิมชาวบ้านเลี้ยงแพะอยู่แล้ว เลี้ยงไว้ใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ตามหลักศาสนาอิสลาม และเลี้ยงไว้เพื่อบริโภค แต่ปริมาณแพะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ไม่เพียงพอต่อการบริโภค

มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ จึงร่วมมือกับภาครัฐ นำเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ และการดูแลจากกรมปศุสัตว์ และชาวบ้าน ที่มีความสามารถและภูมิปัญญาในการเลี้ยงแพะมานาน เพื่อสร้างอาชีพ ให้ยั่งยืน จากการต่อยอดอาชีพเกษตรกร ภายใต้หลักอยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน

อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ” (ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกท่าน)

นางสุนีย์ ชุมนพรัตน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแพะ ท่าน้ำ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี กล่าวทักทายก่อนจะเล่าถึงความสำเร็จ ของการเลี้ยงแพะหลังจากมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และทางการ เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงว่า เดิมชาวบ้านในหมู่บ้านเลี้ยงแพะ อยู่แล้ว เมื่อมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้ลงเก็บข้อมูลในพื้นที่ เมื่อ 10 ปีก่อน

ตั้งกลุ่มเลี้ยงแพะเป็นวิสาหกิจชุมชน ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแพะท่าน้ำ เริ่มก่อตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีปศุสัตว์อำเภอและปศุสัตว์จังหวัดเป็นพี่เลี้ยง ให้ความรู้การเลี้ยงแพะและด้านวิชาการ วิธีดูแลสุขภาพสัตว์ การป้องกันโรค การเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลัก และแนะนำให้ทำคอกแพะยกพื้นสูง

โดยมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ สนับสนุนอุปกรณ์ งบประมาณ และชาวบ้านลงแรงช่วยกันทำ

ส่วนแพะพันธุ์แบล็คเบงกอลแจกให้เลี้ยงครัวเรือนละ 5 ตัว เป็นแพะพระราชทานในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

วิสาหกิจชุมชนแพะท่าน้ำ ขณะนี้กลายเป็นต้นแบบโครงการนำร่อง ขยายไปสู่หมู่บ้านอื่นๆ หลังจากมีการเลี้ยงแพะตามหลักวิชาการ ควบคุมต้นทุนได้ โดยการปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อผสมเป็นอาหารเลี้ยงแพะ

ต้นทุนเลี้ยงแพะ 1 ตัวไม่เกิน 10 บาท/เดือน โดยต้นทุนเกิดจากค่าแรง น้ำมัน อาหารสัตว์ เป็นต้น เมื่อควบคุมต้นทุนได้ แพะมีความต้องการของตลาด ส่งผลให้กำไรต่อตัวจึงสูง

ขณะนี้ต้องบอกว่าความเป็นอยู่ดีขึ้นมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 20,000-30,000 บาทต่อเที่ยวในการขาย ซึ่ง 1 เที่ยวจะกินเวลา 6 เดือน จากแต่ก่อน 7,000-8,000 บาทต่อเที่ยว

ตลาดแพะยังมีความต้องการอยู่มากในพื้นที่ภาคใต้และประเทศ เพื่อนบ้าน ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรค่อนข้างแน่นอน

รายได้จากการเลี้ยงแพะแบ่งออกเป็นแพะที่มีอายุ 4-5 เดือน หรือน้ำหนัก 15 กิโลกรัม (..) ขายได้ตัวละ 2,300 บาท ผู้ซื้อจะนำไปประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ เรียกว่าแพะแก้บน

ส่วนแพะน้ำหนัก 30 ..ขึ้นไป จะนำไปประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม เช่น บูชาพระเจ้าให้เด็กที่เพิ่งคลอด โดยเด็กชายจะใช้แพะในการประกอบพิธี 2 ตัว ส่วนเด็กหญิงจะใช้ 1 ตัว ดังนั้นแทบจะทุกครัวเรือนต้องใช้แพะในหลากหลายกิจกรรม ทั้งพิธีทางศาสนา และการบริโภค

นอกจากนี้ยังเลี้ยงแพะอายุ 7-8 เดือน เพื่อใช้เป็นแม่พันธุ์ขายได้ตัวละ 3,000 บาท

ขณะที่แพะขุนถึงแม้ว่ายังไม่ได้ขายเป็นเชิงพาณิชย์ แต่เมื่อเลี้ยงแพะได้ 4-6 เดือน หรือน้ำหนักแพะ 15 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถขายได้ราคา 2,000-2,500 บาท หรือกิโลกรัมละ 170 บาท

เดี๋ยวนี้มีเงินเก็บแล้ว สามารถส่งลูกเรียนจบปริญญาได้แล้ว พูดง่ายๆ แต่ก่อนไม่มีรถโชเล่ย์ (ซาเล้ง) ไม่มีเครื่องสับอาหาร แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนมีรถโชเล่ย์ มีเครื่องสับ รายได้ดีขึ้น ไม่มีหนี้ ไม่อยากบอกตัวเลขรายได้ เดี๋ยวสามีรู้

นางสุนีย์กล่าวอีกว่า รายได้ของวิสาหกิจชุมชนนอกจากจะมาจากการขายแพะแล้ว ยังมีรายได้จากการขายหญ้าเนเปียร์สำหรับเป็นอาหารแพะ และขายขี้แพะ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 20 ราย แพะ 120 ตัว

ตลาดยังมีความต้องการแพะอยู่มากขณะนี้ผลผลิตแพะมีไม่พอจำหน่าย อ.ปะนาเระจึงนำเข้าแพะจากพื้นที่อื่นหรือจังหวัดอื่น อาทิ ภาคกลาง ภาคเหนือ รวมทั้งหมด 100 ตัว/สัปดาห์ เพื่อนำมาจำหน่าย

ด้าน นายภิญโญ ทองบุญ ปศุสัตว์อำเภอปะนาเระ กล่าวว่า แพะเลี้ยงยาก บางคนเลี้ยงไม่รอด ตาย เพราะสภาพภูมิอากาศและโรค ปัจจุบันมีประชากรแพะใน ต.ท่าน้ำ ประมาณ 270 ตัว แต่ทั้งอำเภอปะนาเระประมาณ 7,000 ตัว

ภิญโญ ทองบุญ

ปศุสัตว์อำเภอปะนาเระส่งเสริมการเลี้ยงแพะภายใต้โครงการธนาคารแพะ เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้าน อ.ปะนาเระ นำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้

สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นคือการเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าและแววตามีความสุขของนางสุนีย์ และชาวบ้านคนอื่นๆ คือไม่คิดว่ามูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ไม่คิดว่าคุณชาย (...ดิศนัดดา) จะลงมา 3 จังหวัดภาคใต้ เพราะตั้งแต่เลี้ยงแพะตามที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ สนับสนุน

ตอนนี้ไม่มีหนี้สินแล้ว มีเงินเก็บ มีเงินส่งลูกเรียนแล้ว

นี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน