นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า ปี 2561 คาดจะมีนักลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 30 รายตัดสินใจลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยจะเริ่มทยอยเห็นการลงทุนได้ตั้งแต่ช่วงเดือนเม.ย.2561 หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาศัยอำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศใช้ตามมาตรา 44 เพื่อเร่งรัดการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ ฟาสแทร็ก) ภายใน 1 ปี เร่งรัดอนุมัติการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) ภายใน 8-9 เดือน

คณิศ แสงสุพรรณ
นอกจากนี้ ยังให้บริษัทต่างชาติสามารถทำกิจการซ่อมบำรุงอากาศยานโดยไม่ยึดกฎหมายเดิมเพื่อเปิดทางให้ถือหุ้นเกิน 50% โดยไม่กำหนดเพดานสูงสุด เป็นแนวทางสร้างความเชื่อมันให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างแก้ไขปรับปรุงพ.ร.บ.ท่าอากาศของไทย ให้บริษัทต่างชาติถือหุ้นได้เกิน 50% จากเดิมกำหนดให้อุตสาหกรรมการบินต้องมีบริษัทสัญชาติให้ไทยต้องถือหุ้น 51% เนื่องจากบางบริษัท เช่น บริษัทลูกของแอร์บัสให้ความสำคัญเรื่องสิทธิบัตรใบพัดเครื่องยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีสูงมาก เป็นต้น
“เราจะเห็นภาพการลงทุนชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายหลังจากบางรายมีการลงนามบ้างแล้ว เช่น แอร์บัสกับการบินไทย ศึกษาตั้งศูนย์ซ่อมเครื่องบินที่สนามบินอู่ตะเภา บริษัท SABB ชิ้นส่วนอากาศยาน อาลีบาบา/ลาซาด้า อีคอมเมิร์ซซึ่งสัปดาห์หน้ามีกำหนดการหารือในรายละเอียดกับรมว.อุตสาหกรรมต่อเนื่อง รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่โตโยต้าพร้อมขยายโรงงานและยังมีอีก 1 รายที่กำลังพูดคุยกัน รวมถึงฟูจิฟิล์มอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ฮิราตะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ เป็นต้น เป็นจุดเริ่มต้น”นายคณิศ กล่าว
เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายอีอีซี กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) วันที่ 26 พ.ค.นี้ มีวาระหารือถึงแนวทางการพัฒนารถไฟทางคู่เชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง สัตหีบ และมาบตาพุด ก่อนที่จะรวบรวมแผนงานเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอีอีซีชุดใหญ่ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาเห็นชอบ พร้อมลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้างานด้านต่างๆ ของโครงการในวันที่ 16 มิ.ย.นี้