นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า วิกฤติไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอาจเป็นรูปตัว J กลับข้างจากซ้ายเป็นขวา คือ ลงลึก ฟื้นช้า และโตต่ำกว่าเดิม โดยวิกฤตรอบนี้เปรียบเหมือนทั่วโลกกำลังอยู่ในสงคราม แต่เป็นสงครามเศรษฐกิจ กล่าวคือในช่วงสงครามมักเกิดเงินเฟ้อ จากความต้องการสินค้ามากกว่าของที่มี ซึ่งเกิดจากการที่รัฐสั่งปิดกิจกรรมต่างๆ เพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัส ส่งผลให้เกิดการว่างงาน ผลผลิตลดลง แต่มาตรการเยียวยาและการชดเชยรายได้ให้คนบางกลุ่มได้เข้ามาประคองกำลังซื้อ ทำให้รายได้และความต้องการสินค้าไม่ได้ลดลงมาก จึงอยากเตือนให้ระวังเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกันในภาวะสงครามที่ไม่รู้ว่าจะลากยาวเพียงไรนี้ จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกมาก ทำให้ต้องปรับตัวให้ทัน ไม่เช่นนั้นแม้จะชนะสงครามไวรัสแต่อาจแพ้สงครามเศรษฐกิจ โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โตช้ากว่าในอดีตไปอีกนานเป็นรูปตัว J กลับด้านจากซ้ายเป็นขวา คือ ลงลึก ฟื้นช้า และโตต่ำกว่าเดิม

ทั้งนี้ วิกฤตไวรัสโควิด เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำมานานจากหลายปัจจัย ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ ปัญหาสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐทำให้ภาคการผลิตไทยหดตัว งบประมาณล่าช้า และปัญหาภัยแล้ง มีเพียงภาคการท่องเที่ยวช่วยประคองเศรษฐกิจ
เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดทำให้คนไทยและทั่วโลกขาดความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและลงทุน รายได้ลดลง เกิดปัญหาสภาพคล่อง มีการเทขายสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์ เพื่อถือเงินสด ต้องอาศัยการแทรกแซงของรัฐ หรือแนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบ Keynesian เพื่อเติมเงินในกระเป๋าคน สร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มกำลังซื้อ ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจถดถอยแรง เพราะหากปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเองจะเกิดปัญหาการว่างงาน ซ้ำรอยวิกฤตปี 1929 ที่รุนแรงกว่าวิกฤตต้มยำกุ้ง
นายอมรเทพ กล่าวว่า หากมีการอัดฉีดงบการใช้จ่ายภาครัฐราว 4 แสนล้านบาทโดยเร็ว การบริโภคภาครัฐจะขยายตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 2-4 ได้ราว 20% และจะมีส่วนให้จีดีพีดีขึ้นกว่ากรณีฐานราว 2% คือหดตัวน้อยลง อย่างไรก็ดี มาตรการการคลังที่เตรียมใช้เม็ดเงินทั้งหมดราว 1 ล้านล้านบาท โดยหวังจะสร้างตัวทวีคูณให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว แต่ต้องแลด้วยการขาดดุลงบประมาณที่จะเร่งตัวขึ้น และหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ที่อาจพุ่งแตะเพดานที่ 60% ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า การอัดฉีดงบประมาณการคลังครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจราว 1 ล้านล้านบาท อาจเกิดผลข้างเคียง
คือ 1. เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเร็ว 2. ขึ้นภาษีหารายได้ เพื่อประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ 3. รัฐบาลจะออกพันธบัตรการออม หรือ COVID bond เพื่อระดมทุนใช้จ่าย และหวังดูดซับการบริโภคภาคเอกชนไม่ให้ร้อนแรงจนเกิดเงินเฟ้อสูง 4. นักวิเคราะห์จะแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อ เช่น หุ้น อสังหาริมทรัพย์ และทองคำ และลดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้
5. การค้าการลงทุนโลกเปลี่ยน อาจเกิดกระแสต่อต้านการค้าเสรี หลายประเทศอาจใช้มาตรการกีดกันทางการค้า เช่น ขึ้นภาษี หรือจำกัดการนำเข้า โดยมาตรการเหล่านี้อาจดีในระยะสั้น แต่ไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาว เพราะการผลิตจะขาดประสิทธิภาพ เราควรเดินหน้าสนับสนุนการรวมกลุ่มอาเซียนและการค้าเสรีเพื่อชาวให้การค้าโลกฟื้นได้โดยเร็ว และจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้นในระยะยาว
“นักลงทุนไทยควรพึ่งพาวัตถุดิบและตลาดในประเทศในช่วงที่การค้าโลกชะลอ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ด้านแรงงานควรมีความยืดหยุ่นและปรับตัวเรียนรู้ให้ทันกับเทคโนโลยีโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะในภาวะสงครามที่เราไม่รู้ว่าจะลากยาวเพียงไรนี้ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกมาก และเราต้องปรับตัวเองให้ทัน ไม่อย่างนั้นถึงแม้ชนะสงครามไวรัสแต่อาจแพ้สงครามเศรษฐกิจ” นายอมรเทพ กล่าว