คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ชี้เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เอกชนเมินปรับครม. หวังคนทำงานขับเคลื่อนศก.
เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว – นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากรัฐบาลคลายมาตรการปิดเมือง (ล็อกดาวน์) ให้กิจกรรมต่างๆ กลับมาดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนพ.ค. ควบคู่กับการมีมาตรการเยียวยาเพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน เทียบกับเดือนเม.ย. ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักเพราะการระบาดของโควิด-19 ลุกลามรุนแรงไปทั่วโลก
ทั้งนี้ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป กำลังซื้อครัวเรือนอ่อนแอ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะถดถอย ยังมีความเสี่ยงที่สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ จะปะทุขึ้นอีกรอบ ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจยังไม่กลับสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนโควิด-19 กกร. จึงมีความเป็นห่วงสถานการณ์การว่างงานในประเทศ ซึ่งเห็นควรว่าภาครัฐต้องเร่งขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมโดยเร็ว โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยเพิ่มเม็ดเงินเศรษฐกิจฐานราก
นอกจากนี้ ยังเห็นควรให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันหารือและบริหารจัดการให้เงื่อนไขการพิจารณาวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 5 แสนล้านบาท มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว คล่องตัวมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เช่น อาจให้บรรษัทค้ำประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มเติม รวมทั้งเสนอให้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นเวทีนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
“ทางกกร. จึงคงประมาณการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรฐกิจไทยปีนี้อยู่ที่ -5% ถึง -3% การส่งออกหดตัว -10% ถึง -5% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดอยู่ในกรอบ -1.5% ถึง 0%”
สำหรับปัญหาภัยแล้ง ขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอในการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งเร่งดำเนินโครงการเพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากปัจจุบันยังมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ
ขณะเดียวกัน กกร. เห็นควรสนับสนุนให้ประเทศไทย เข้าร่วมเจรจากับกลุ่มประเทศภายใต้ข้อตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ในเดือนส.ค.2563 เนื่องจากการเข้าร่วมเจรจาทำให้เห็นถึงผลดีหรือผลเสียต่อการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีตามข้อตกลง CPTPP เพื่อให้ประเทศไทยทราบถึงข้อตกลง และเป็นประโยชน์สำหรับการปรับตัวของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ในเวทีโลก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน
นายปรีดี กล่าวว่า กระบวนการเข้าร่วมเป็นประเทศภาคีนั้น มีขั้นตอนเป็นลำดับขั้น ซึ่งประกอบด้วย การขอเข้าร่วมเจรจา การเข้าร่วมเจรจากับประเทศภาคี หลังจากเจรจาเสร็จแล้ว ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และรับฟังประชาพิจารณ์ผลการเจรจาด้วย ซึ่งสุดท้ายต้องเสนอให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบต้องใช้เวลาในทุกกระบวนการอย่างน้อย 4 ปี โดยประเทศไทยสามารถยุติการเจรจาในทุกขั้นตอนได้หากเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นควรให้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้มากขึ้น เพราะในช่วงกลางคืนมีหลายธุรกิจที่จำเป็นต้องดำเนินการ เช่น ธุรกิจประมง ธุรกิจการขนส่งโลจิสติกส์ แม้ที่ผ่านมาจะอนุโลมให้ใช้ใบอนุญาต เพื่อการขนส่งได้ในธุรกิจที่จำเป็น แต่ในทางปฏิบัติยังมีหลายพื้นที่ที่มีปัญหา อีกทั้งหากมีการทดลองยกเลิกเคอร์ฟิว 15 วัน แต่ยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือเป็นเรื่องดี เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยเริ่มดีขึ้น คนติดเชื้อในประเทศเป็น 0 มาหลายวันติดต่อกันหลายวันแล้ว
”หากสถานการณ์โควิดในประเทศดีขึ้นต่อเนื่อง สุดท้ายควรยกเลิกเคอร์ฟิว และพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินหน้าได้เต็มที่ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ซึ่งการเข้ามาลงทุนจะมีมาตรการป้องกันออกมา สร้างความมั่นใจให้ทั้งคนในประเทศไทย และนักลงทุนต่างชาติเอง”
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนไม่ได้สนใจเรื่องจะปรับหรือไม่ปรับครม. แต่สิ่งสำคัญ คือ ทีมเศรษฐกิจจะต้องเดินหน้าแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมให้เม็ดเงินต่างๆ ของรัฐสามารถขับเคลื่อนทุกส่วนให้เติบโตก้าวไปข้างหน้าได้ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการและติดตามอยู่ ด้วยความโปร่งใสและเข้าถึงประชาชน และผู้ประกอบการทุกภาคส่วนมากที่สุด รวมทั้งการทำงานอยากเห็นการร่วมมือผ่านเวทีกรอ. เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด