‘แอตต้า’ วอนเปิดให้ต่างชาติเที่ยวไทยไม่ต้องกักตัว ชี้หากไตรมาส 4 ยังเข้าไม่ได้ตกงานเพิ่ม 2.5 ล้านคน สูญเงิน 1.5 ล้านล้านบาท
แอตต้าวอนไม่ต้องกักตัว – นายวิชิต ประกอบโกศล นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า หากในไตรมาส 4 (ต.ค.-ธ.ค.) ยังไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตั้งแต่ โรงแรม บริษัททัวร์ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก จะมีคนตกงานจากการถูกเลิกจ้าง 2.5 ล้านคน จากที่มีในระบบทั้งหมด 4 ล้านคน รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไป 1.5 ล้านล้านบาท และปี 2564 รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็จะหายไปประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทต่อเนื่อง จึงอยากให้รัฐบาล ตัดสินใจเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาโดยด่วน โดยเฉพาะกับประเทศที่มีความปลอดภัยสูง ปลอดการติดเชื้อโควิด-19 เป็นเวลา 60 วันขึ้นไป เช่น บางเมืองในจีน ทั้ง กว่างโจว ฉางชา ฉงชิ่ง คุนหมิง รวมทั้งไต้หวัน และเมืองโฮจิมินห์ ของเวียดนาม นำร่องในพื้นที่ ภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่
ข้อเสนอเปิดให้ต่างชาติเข้ามาขอไม่ต้องมีการกักตัว 14 วัน เพราะนักท่องเที่ยวจากเอเชียจะอยู่ไม่เกิน 7 วัน แต่จะอยู่ภายใต้มาตรการทางด้านสาธารณสุขมีการตรวจหาเชื้อโควิค-19 ก่อนเดินทาง 72 ชั่วโมงและตรวจซ้ำในไทยอีกครั้ง จากนั้น จะเที่ยวโดยจำกัดพื้นที่โดยมีบริษัททัวร์ดูแลอย่างเคร่งครัด มั่นใจกลุ่มปลอดภัยสูงจะไม่สร้างปัญหาให้ไทย เห็นได้จากคนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ไม่มีผู้ติดเชื้อจากจีน ไต้หวัน และเวียดนามเลย
นายธนพร ชีวรัตนพร นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า ต้องการให้รัฐบาลปรับเงื่อนไขโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ให้เที่ยวผ่านบริษัททัวร์ได้ โดยบริษัททัวร์จะเป็นผู้จัดทำแพ็กเกจขึ้นมา และให้ภาครัฐสนับสนุน 40% ของราคาเต็มแต่ไม่เกิน 8,000 บาทต่อแพ็กเกจ เท่ากับเป็นแพ็คเกจที่ราคา 20,000 บาท ประชาชนจ่ายเอง 60% หรือสูงสุด 12,000 บาท ซึ่งถ้าเป็นราคาแบบนี้จะเที่ยวแบบหรูหรา 5 ดาวและโดยสารเครื่องบินได้เลย อีกทั้งช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ
นอกจากนี้ ปี 2564 อยากให้รัฐบาลตั้งเป้าหมายกระตุ้นให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศปีละ4 ครั้งต่อคน จากเดิมที่เดินทางเพียง 2 ครั้งต่อคนต่อปีเพื่อให้ตลาดไทยเที่ยวไทยเป็น 200 ล้านคนครั้ง-ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2562 อยู่ที่ 170 ล้านคน-ครั้ง และในปีนี้ที่คาดว่าจะทำได้อยู่ที่ 70 ล้านคน-ครั้ง จะได้ช่วยให้พยุงธุรกิจท่องเที่ยวได้มากขึ้น เนื่องจากขณะนี้มีผู้ประกอบการในภาคธุรกิจท่องเที่ยวปิดตัวถาวรแล้วกว่า 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% ในจำนวนนี้ยังมีรอการปิดตัวถาวรเพิ่มเติมอีก 50% หากยังไม่มีมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว และมาตรการช่วยเหลือเยียวยาที่ตรงจุดออกมา