นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2563 บริษัทมีรายได้จากการขาย 100,938 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9% แต่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 5% ส่งผลให้มีกำไร 9,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 4% เพราะผลการดำเนินงานของธุรกิจเคมิคอลส์ดีขึ้นตามความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีนและภูมิภาคเอเชีย และธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ดีขึ้นในทิศทางเดียวกัน

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนของปี 2563 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 302,689 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9% จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ผันผวนตามราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลให้ราคาวัตถุดิบลดลง กำไรช่วง 9 เดือนอยู่ที่ 26,096 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5% จากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่มี 6,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 59% จากผลของการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องและต้นทุนพลังงานที่ลดลง

นอกจากนี้ ธุรกิจแพ็กเกจจิ้งยังสามารถทำรายได้จากการขาย 69,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5% จากความต้องการใช้สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันที่เติบโตต่อเนื่อง และการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการซื้อกิจการกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย และบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและโพลิเมอร์ในประเทศไทย

“เอสซีจียังเตรียมพร้อมอยู่เสมอในการหาโอกาสทางธุรกิจ รอการฟื้นตัวของตลาด เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยมีการทบทวนแผนการลงทุนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องประเมินจากหลายมิติ แต่ยอมรับว่าประเทศไทยมีการจัดการกับสถานการณ์โควิด-19 ได้ดี แม้จะเป็นผลกระทบที่แรงมากในประเทศไทย แต่หลาย ประเทศก็มีผลกระทบคล้ายๆ กัน ซึ่งการทำหน้าที่ของภาคเอกชนคือการทำธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ และพยายามหาโอกาสที่จะทำให้สามารถฟื้นตัวได้ พร้อมกับต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เพราะหลายประเทศในโลกเริ่มเจอกับการแพร่ระบาดรอบ 2 ที่รุนแรงกว่ารอบแรกแล้ว”นายรุ่งโรจน์ กล่าว

นายรุ่งโรจน์ กล่าวถึงการแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า Mawlamyine Cement Limited (MCL) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนในประเทศเมียนมา ระหว่างบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด และ Pacific Link Cement Industry Ltd. (PLCI) ได้หยุดการผลิตเป็นการชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือนต.ค. 2563 เนื่องจากไม่มีหินปูน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์ ทำให้ MCL ไม่สามารถเข้าพื้นที่เหมืองหินปูนได้หลังจากการเจรจากับ PLCI ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้น ทางเอสซีจี ซิเมนต์ จึงได้ยื่นคำร้องเพื่อดำเนินการระงับข้อพิพาทด้วยกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาร่วมทุน และ MCL ได้รับทราบว่า PLCI ได้ดำเนินกระบวนการทางกฎหมายกับ MCL ต่อศาลประเทศเมียนมาในเวลาต่อมา โดยบริษัทยืนยันว่ายังคงดูแลและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้แทนจำหน่ายและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนปูนซีเมนต์ที่เกิดจากการหยุดผลิตเป็นการชั่วคราว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน