เอกชนหนักใจโควิดทำพิษ-ล็อกดาวน์ ขาดแคลนแรงงาน-จี้รัฐหาทางออก หวั่นอนาคตคนไทยตกงานยาวอุตสาหกรรมไทยหันมาเครื่องจักรแทน

เอกชนหนักใจโควิดทำพิษ – นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์แรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชน มีความกังวลเป็นอย่างมากว่าไทยจะมีปัญหาขาดแคลนแรงงานรุนแรงในระยะยาว หลังจากปัญหาโควิด-19 ระบาดทำให้แรงงานต่างด้าวจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านกลับประเทศตนเองนับเป็นจำนวนหลายแสนคน

รวมทั้งปัจจุบัน ในบางอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น จำเป็นต้องใช้ แรงงานต่างด้าวประมาณ 50-60% เช่น ในอุตสาหกรรมเกษตรและ อาหาร และไทยยังขาดแคลนแรงงานในการดูแลผุ้สูงอายุ, คนทำงานบ้าน ซึ่งช่วงก่อนโควิด ไทยมีแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนถูกกฎหมาย อยู่ประมาณ 3 ล้านคน แต่เมื่อมีปัญหาโควิด-19 ระบาด และ มีมาตรการล็อกดาวน์ทำให้ แรงงานต่างด้าวส่วนหนึ่งต้องกลับบ้านไป และยังไม่สามารถกลับเข้าประเทศไทยได้ จากมาตรการล็อกดาวน์ และการระบาดของโรคในประเทศเพื่อนบ้านมีการระบาดโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น ทำให้ไทยไม่สามารถเปิดประเทศรับแรงงานต่างด้าวให้กลับมาทำงานในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของไทยได้ จึงเกิดปัญหาขาดแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมในไทยอย่างหนักในตอนนี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานมาก เช่น กลุ่มอาหารแปรรูป, กลุ่มถุงมือยาง, กลุ่มสินค้าอาหารและเกษตร

ทางภาคเอกชน ต้องการให้ทุกหน่วยงานมีมาตรการกระตุ้นให้แรงงานไทยที่ว่างงานอยู่ให้เข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมให้มากขึ้น เช่น ในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ยังขาดแคลนแรงงาน อยู่ 2-3 แสนคนขณะนี้ และหากเจ้าของกิจการ ยังหาแรงงานมาทำงานไม่ได้ ในช่วงหลังโควิด-19 ที่น่าวิตกคือ หากอุตสาหกรรมไทยหันมาเครื่องจักรแทนแรงงานคน ในอนาคตต่อไปแรงงานไทยจะยิ่งตกงานเพิ่มมากขึ้น เพราะเห็นว่าอุตสาหกรรมไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานคนอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนในภาพรวมทั้งหมดว่า เมื่อมีปัญหาโควิด-19 เกิดขึ้นแล้ว จะคนไทยตกงานจริงเท่าไหร่ แต่จากข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมพบว่า มีการตกงานประมาณ 600,000 คน จากที่ปกติแต่ละปีจะมีอัตราการว่างงานประมาณ 300,000 คน ซึ่งในไตรมาส 1 ปีหน้าจะเห็นภาพชัดว่าจะคนไทยตกงานจำนวนเท่าไหร่ โดยธุรกิจที่น่าเป็นห่วงคือ ธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม, ท่องเที่ยว

ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอรัฐบาลเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือด้านแรงงานจากสถานการณ์โควิด-19 ไปก่อนหน้านี้แล้ว ประกอบด้วย 1. การเพิ่มสิทธิประโยชน์การว่างงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัย รับเงินกรณีว่างงาน 62% (ไม่เกิน 90 วัน) และเลื่อนเวลาส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตน มาตรา 33 และ 39

2. การขยายเวลาการลดอัตราเงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้าง จาก 5% เหลือ 2% เพิ่มเติมอีก 3 เดือน ตั้งแต่เตือนก.ย.-พ.ย. 2563 การขยายมาตรการผ่อนปรนให้แรงงานต่างด้าว MOU ที่มีวาระการจ้างงานครบราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวและสามารถทำงานได้ถึง 31 มี.ค. 2565

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้รับทราบข้อเสนอของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุญาตให้มีการจ้างงานรายชั่วโมงเพื่อป้องกันปัญหาการเลิกจ้างแรงงาน โดยกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ 325 บาทเป็น ชั่วโมงละ 40-41 บาท ต่อการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง และไม่เกิน 8 ชั่วโมงและข้อเสนอการให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนค่าจ้างแรงงานมาใช้หักภาษีได้ 3 เท่าในช่วงระหว่างโควิด-19 ได้ด้วย และการจัดทำ Big data ด้านแรงงานของไทย

นายพจน์ กล่าวอีกว่า ปัญหาแรงงานของไทย ในอนาคตเมื่อการค้าและการลงทุนเติบโตขึ้น และจำเป็น ต้องทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศในระดับ ทวิภาคและ พหุภาคี เช่น FTA-Thai EU, RCEP, CPTPP ซึ่ง หนึ่งในเงื่อนไขการเจรจาคือการให้ความสำคัญกับมาตรฐานสากลของความตกลงระหว่างประเทศด้านสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับ ที่ 87 ว่าด้วย เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และอนุสัญญาขององค์การรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นที่หน่วยงงานภาครัฐทุกภาคส่วนและภาคเอกชนต้องร่วมศึกกษาแนวทางปฏิบัติ และจุดยืนของไทยต่ออนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับที่ 87 และ 98 ดังกล่าว และตามพ.รบ.คุ้มครองแรงงานของไทย ปัจจุบันมีการดูแลแรงงานในไทยอย่างทั่วถึง อยู่แล้วทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว แต่เรื่องการตั้งสหภาพแรงงาน ผู้ก่อตั้งจะต้องเป็นแรงงานไทยเท่านั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน