นายกลินทร์ สารสิน ประธานหอการค้าและ ผู้แทนกลุ่มเอสซีจี เปิดเผยว่า ในโอกาสร่วมเดินทางกับคณะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 2-4 ต.ค. 2560 กลุ่มเอสซีจีจะนำเข้าถ่านหินจากสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการเปิดตลาดใหม่เพื่อซื้อถ่านหินของทางกลุ่มเอสซีจี โดยจะลงนามสัญญาซื้อ 2 สัญญา สัญญาแรกซื้อ 100,000 ตัน สัญญาที่ 2 ซื้อ 55,000 ตัน ซึ่งจะเป็นรอบแรกทดลองก่อนว่าจะเหมาะสมหรือไม่ หากคุณภาพดี ทุกอย่างผ่านก็จะมีการซื้อเพิ่มเติม
สำหรับถ่านหินที่จะนำเข้าจากสหรัฐฯ จะส่งเข้าใช้ในโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ ที่ปัจจุบันที่ใช้อยู่มีการนำเข้าจากอินโดนีเซียเป็นหลัก รองลงมาคือออสเตรเลียอยู่แล้วรวมประมาณ 6 ล้านตันต่อปี แต่อินโดนีเซียมีนโยบายการใช้ถ่านหินในโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้ามากขึ้นๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในอนาคตถ่านหินจากอินโดนีเซียจะน้อยลง ทางกลุ่มจึงต้องหาแหล่งใหม่ๆ ซึ่งในสหรัฐฯ เป็นแหล่งที่ดี เพราะถ่านหินคุณภาพดี ส่วนค่าขนส่งนั้นเมื่อพิจราณาแล้วไม่สูงมาก
“เหตุผลที่มาซื้อไกล เป็นการหาตลาด ซึ่งปัจจุบันกลุ่ม เอสซีจี มีการนำเข้าอยู่แล้วปีละ 6 ล้านตัน ในนี้หาจากหลายแห่งอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ครั้งนี้จะหาจากสหรัฐฯ ซึ่งเรามีโรงงานหลายแห่งมี 7-8 ประเทศ นอกจากไทยแล้วยังมี ที่พม่า กัมพูชา เวียดนาม ซึ่งหากอันนี้สามารถใช้ได้ในเครือข่ายของเรา ประเมินแล้วถือว่าคุ้มทุนกับการลงทุน อันนี้เป็นล็อกแรกเป็นการทดลองเข้าโรงปูนโดยเฉพาะ จะถึงเมืองไทยประมาณเดือนเม.ย. เป็นถ่านหินที่คุณภาพดีกว่าถ่านหินจากอินโดนีเซีย ฮีตสูง ซัลเฟอร์ต่ำกว่า”
นายกลินทร์ กล่าวว่า ภาพรวมการหารือระหว่างภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องกันว่าควรใช้ประโยชน์จากสนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ให้เกิดประโยชน์แก่การค้าและการลงทุนทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่ โดยครั้งนี้มีร่างเอ็มโอยู เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น มีเป้าหมายเดียวกัน และที่สำคัญมีแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยจะครอบคลุมด้านต่างๆ ที่ทั้งไทยและสหรัฐฯ มีศักยภาพ เช่น อาหาร พลังงาน ยานยนต์
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า เกี่ยวกับการบริหารโลจิสติกส์นั้น การที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าส่งออกมาก มีการลงทุนอยู่ในหลายประเทศไม่ได้อยู่ในประเทศไทยอย่างเดียว ดังนั้นการซื้อถ่านหินมาอาจเป็นการไปใช้สำหรับการลงทุนในประเทศอื่น หรือขายให้ประเทศอื่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะค่าระวางขนส่งแต่ละช่วงหากส่งมาไทยถูกว่าก็นำเข้ามาใช้ในไทย แต่หากช่วงใดแพงก็หันไปนำเข้าจากประเทศอื่นที่ได้ทำสัญญาซื้อขายกันไว้แล้ว เช่น จากอินโดนีเซีย ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ