รายงานพิเศษ
ไทยจ่อเผชิญภัยทั้ง‘แล้ง-น้ำท่วม’ – เป็นประจำในทุกหน้าร้อน ที่ไทยต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก แต่กับปีนี้ไม่แน่ว่าจะเป็นเช่นนั้น?
เพราะจากข้อมูลต่างๆ แม้เวลานี้น้ำในเขื่อนจะมีปริมาณลดลง แต่พยากรณ์อากาศกังวลว่าอาจมีพายุฤดูร้อนถล่มไทยหลายระลอก
นำไปสู่การเผชิญทั้งปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมไปพร้อมๆ กันในแต่ละภูมิภาค
ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศขอความร่วมมือจากเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาในลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้งด ทำนารอบสาม เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีน้ำต้นทุนเพียงพอ เกษตรกรควรพักนาและไถกลบฟางข้าวเพื่อเป็นปุ๋ย หรือเลือกปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ณ วันที่ 17 มี.ค. 2564 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจำนวน 447 แห่ง มีมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 39,772 ล้าน ลบ.ม. หรือ 52% ของความจุอ่างฯ
ปริมาณน้ำใช้การได้ 15,842 ล้าน ลบ.ม. หรือ 30% ของความจุอ่างฯ
ช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 ของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง ระหว่าง 1 พ.ย. 63 – ปัจจุบัน ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 5,446.33 ล้าน ลบ.ม. น้ำระบายจากอ่าง 9,727.61 ล้าน ลบ.ม.
อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30% ของน้ำใช้การ จำนวน 11 แห่งคือ ภูมิพล สิริกิติ์ แม่กวงอุดมธารา แม่มอก ห้วยหลวง อุบลรัตน์ ลำปาว ทับเสลา ศรีนครินทร์ วชิราลงกรณ และคลองสียัด
ส่วนสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ และป่าสักฯ มีปริมาณน้ำรวมกัน ทั้งสิ้น 9,787 ล้าน ลบ.ม. หรือ 39% ของความจุอ่างฯ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 3,091 ล้าน ลบ.ม. หรือ 17% ของความจุน้ำใช้การ มีปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 3.96 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบายจากอ่าง 29.79 ล้าน ลบ.ม.
การเพาะปลูกข้าวนาปรัง ปี 2563/64 ทั้งประเทศ แผนเพาะปลูกข้าวนาปรัง 1.90 ล้านไร่ เพาะปลูกแล้ว 5.331 ล้านไร่
แยกเป็น เพาะปลูกในแผน 1.492 ล้านไร่ เพาะปลูกเกินแผน 0.459 ล้านไร่ และเพาะปลูกนอกแผน 3.380 ล้านไร่ โดยในจำนวนนี้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีน้ำสำหรับสนับสนุนการทำนา ยังคงมีการเพาะปลูกเกินแผนมากสุด 2.79 ล้านไร่

ประพิศ จันทร์มา
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานขอความร่วมมือให้ชาวนาทำนาอย่างประณีต ไม่สูบน้ำเข้าไปเก็บในนาเกินความจำเป็น เพราะน้ำต้นทุนมีน้อย จึงต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่มีการทำนาเกินแผน
เนื่องจากสภาพน้ำต้นทุนมีจำกัด ประตูระบายน้ำและอาคารเชื่อมต่อที่ดูแลโดย อปท. และ อบจ. จะให้เปิดรับได้เฉพาะน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคเป็นครั้งคราว
ลดการเพาะเลี้ยงปลาในกระชัง ในแม่น้ำปิง น่าน เจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำท่าจีน ระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2563 – 30 เม.ย. 2564
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปริมาณฝนในช่วง มี.ค.-พ.ค.อาจสูงกว่าค่ามาตรฐาน แต่ มิ.ย.-ก.ค.อาจมีฝนทิ้งช่วงยาวนาน
กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานที่เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ใช้น้ำให้น้อยที่สุด
พร้อมกันนี้ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) สั่งการให้กรมชลประทานเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา พร้อมเดินหน้าให้ความช่วยเหลือเร่งเติมน้ำดิบผลิตประปา
สร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคจนถึงสิ้นฤดูแล้งนี้

ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล
นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชล ประทานกำหนดมาตรการการบริหารจัดการน้ำที่คุ้มค่า เน้นการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
จัดทำแผนเผชิญเหตุและเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือไว้ให้พร้อมให้ความช่วยเหลือ รวมถึงลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชน ขอความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า เพื่อให้มีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอไปจนถึงสิ้นฤดูแล้งนี้
ล่าสุดเร่งประเมินพื้นที่ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำดิบสำหรับสนับสนุนการผลิตน้ำประปา กรมชล ประทานจึงสั่งการไปยังศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะทั่วประเทศทำการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่
มีการประปาส่วนภูมิภาคจำนวน 2 สาขาต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ การประปาส่วนภูมิภาคสาขาชุมแพ หน่วยบริการอำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ซึ่งอยู่นอกเขตชลประทาน และการประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุวรรณภูมิ หน่วยบริการเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ในเขตชลประทาน
จึงวางแผนสำรองน้ำไว้สนับสนุนน้ำดิบผลิตประปาทั้ง 2 แห่งเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินฝนทั่วประเทศจะมีปริมาณฝนในเดือนเม.ย.-พ.ค. สูงกว่าค่าปกติประมาณ 20% ยกเว้นบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีปริมาณฝนรวมสูงกว่าค่าปกติ 10%
ภาคเหนือ จะมีปริมาณฝนรวมประมาณ 290-370 ม.ม. จากค่าปกติ 277 ม.ม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 340-430 ม.ม. จากค่าปกติ 321 ม.ม.
ภาคกลาง ประมาณ 270-350 ม.ม. จากค่าปกติ 256 ม.ม.
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประมาณ 360-460 ม.ม. จากค่าปกติ 355 ม.ม.
ภาคตะวันออก ประมาณ 400-500 ม.ม. จากค่าปกติ 385 ม.ม.
ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ประมาณ 300-370 ม.ม. จากค่าปกติ 300 ม.ม.
และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ประมาณ 570-670 ม.ม. จากค่าปกติ 559 ม.ม.

รอยล จิตรดอน
นายรอยล จิตรดอน ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กล่าวว่า ผ่านเดือนมี.ค.นี้ เข้าสู่เดือนเม.ย. ฝนจะมาเร็วและตกหนักมาก หน่วยงานรัฐต้องร่วมกันวางแผนรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก
จากการวิเคราะห์อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ด้านตะวันตกมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ และมหาสมุทรอินเดีย เป็นทะเลที่ส่งผลต่อสภาพอากาศและฝนในประเทศไทย
ฝนปี 2564 จะคล้ายคลึงกับปี 2539 ที่มีปริมาณฝนมากในช่วงเดือนเม.ย. และเกิดพายุฤดูร้อนเข้ามาในปีเดียวถึง 4 ลูก คาดว่าปีนี้ก็จะมีฝนตกมากกว่าค่าปกติในภาคตะวันออก, ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ และอาจเกิดพายุฤดูร้อนได้บ่อยครั้งจะทำให้สถานการณ์ภัยแล้งเริ่มคลี่คลายลง
ยกเว้นภาคเหนือและกลางที่ฝนจะตกน้อยกว่าพื้นที่อื่น ดังนั้นเกษตรกรต้องช่วยตัวเอง ทำแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ของตัวเองเอาไว้ใช้ รวมถึงปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน ส่วนประชาชนทั่วไปควรใช้น้ำอย่างประหยัด

สมเกียรติ ประจำวงษ์
ด้าน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในปี 2564 มีฝนตกใกล้เคียงปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของไทย จนก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวนมาก
ธนาคารโลกประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในปีนั้นไว้ที่ 1.44 ล้านล้านบาท แต่ปีนี้น้ำจะไม่ท่วมเหมือนปี 2554 เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนซึ่งเป็นน้ำต้นทุนปริมาณน้อยมากเกือบทุกเขื่อน แม้ฝนตกหนักน้ำก็จะไม่ท่วมเหมือนปี 2554 แน่นอน
ทั้งนี้ สทนช.กังวลต่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงอย่างมาก เร่งตรวจสอบ พบว่าเบื้องต้นเกิดจากการลดลงของน้ำที่การไหลออกจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของจีนที่ต้นน้ำ และการกักเก็บน้ำในเขื่อนต่างๆ ตามลำน้ำสาขาที่อยู่ใน สปป.ลาว จึงส่งผลกระทบต่อน้ำโขงในส่วนของประเทศไทย
สทนช.จึงประสานสอบถามสถานการณ์น้ำพร้อมหาทางแก้ไข เพื่อให้ฝ่ายจีนเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนจิ่งหง โดยเตรียมประสานงานกับจีนและ สปป.ลาว ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้จีนและลาวช่วยระบายน้ำลงมาในโขงมากขึ้น
หรือจะดำเนินการใดๆ ไม่ว่าจะเพิ่มหรือลดปริมาณน้ำ ขอให้แจ้งไทยซึ่งเป็นประเทศปลายทางแม่น้ำโขงด้วย
ระหว่าง ‘น้ำท่วม’ หรือ ‘แล้ง’ ปีนี้กูรูน้ำยังเสียงแตก เพราะปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าปีปกติ อาจเกิดน้ำท่วมในหลายฟื้นที่ และน้ำในเขื่อนที่เป็นน้ำต้นทุนมีปริมาณน้อย อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะข้าว
สถานการณ์นี้จะวัดฝีมือภาครัฐว่าจะแก้ปัญหาได้มากหรือน้อยขนาดไหน