นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ว่าได้สั่งการให้นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จัดตั้งทีมงานมาดูแลการจัดตั้ง “สำนักครีเอทีฟ อีโคโนมี” เพื่อกำหนดนโยบายขับเคลื่อนงานด้านครีเอทีฟ ให้ตอบโจทย์การพัฒนาใน 4 กลุ่มหลัก คือ ศิลปะ ผลิตภัณฑ์ วัฒนธรรม และบริการ ที่ส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยทีมงานดังกล่าว จะต้องนำผลการศึกษาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่หลายหน่วยงานเคยศึกษาไว้ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ(TCDC) มากลั่นกรองเพื่อกำหนดคำนิยามของ “ครีเอทีฟ อีโคโนมี” ให้ชัดเจน เพราะจะเป็นการชี้ทิศทาง และเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นรูปธรรม รวมถึงวางแนวทางเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และบริการในอนาคต
“ภารกิจของทีมงานชุดนี้จะต้องไปศึกษารูปแบบการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของแต่ละประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี แล้วนำมาประยุกต์กับรูปแบบการศึกษาของไทยที่หลายหน่วยงานได้ทำไว้แล้ว เพื่อมาวางแนวทางให้เห็นภาพว่า ครีเอทีฟ อีโคโนมี คืออะไร และจะเดินไปในทิศทางไหน รวมถึง มีสัดส่วนเท่าไหร่ต่อจีดีพี มีกรอบเวลาศึกษาแล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์หรือช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้”นายสมชาย
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า กระทรวงฯมองว่าจะต้องหาหน่วยงานอื่นที่มีความถนัดหรือเชี่ยวชาญเกี่ยวกับงานบันเทิง มาร่วมกำหนดนโยบายและแนวทางขับเคลื่อน เพราะที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรม ไม่มีพื้นฐานหรือมีความเกี่ยวข้องกับงานบันเทิง โดยเบื้องต้นจะต้องประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต่อไป นอกจากนี้ยังตั้งคณะทำงานต่างประเทศมาทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านต่างประเทศของกระทรวง เพื่อให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ต่างๆให้บรรลุวัตถุประสงค์ ขณะที่ระยะยาวจะตั้งเป็นสำนักต่างประเทศ โดยจะบรรจุลงไปในแผนปรับโครงสร้างใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรมต่อไป

นิสากร จึงเจริญธรรม
ด้านน.ส.นิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างการดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าขณะนี้สถาบันและหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงอยู่ระหว่างเร่งจัดทำรายละเอียดการปรับโครงสร้างภายในของแต่ละหน่วยงาน ตามแนวคิดของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ส่วนงานราชการแต่ละแห่งปรับปรุงการทำงานที่ยึดหลัก 5 ประการ คือ อำนวยความสะดวกได้อย่างรวดเร็ว เข้าถึง ช่วยลดต้นทุน คล่องตัว และทันสมัยรองรับการเดินหน้าประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งคาดรายละเอียดการปรับโครงสร้างจะมีความชัดเจนเสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ช่วงปลายเดือนพ.ย.นี้
“เบื้องต้นมีหลายส่วนงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมอาจต้องปรับเพิ่มบทบาทการทำงานมากขึ้น แต่บางส่วนงานก็ต้องปรับลดหรือโอนย้ายภารกิจรองรับโครงสร้างใหม่ โดยเฉพาะงานด้านบริการที่ต้องถ่ายโอนอำนาจไปสู่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมากขึ้น เพื่อให้การทำงานตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ที่เน้นให้หน่วยงานภาครัฐต้องมีการทำงานที่คล่องตัว กระชับรวดเร็ว เข้าถึงง่ายขึ้น ต้นทุนการดำเนินงานถูกลง โดยข้าราชการเองต้องเปิดรับโจทย์ใหม่ และมีความทันสมัย ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ที่มีบทบาทด้านสนับสนุนและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมอาจต้องมีการปรับบทบาทมากที่สุด”น.ส.นิสากร กล่าว
นอกจากนี้ยังต้องเร่งแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การมาตรฐานแห่งชาติ สอดรับโครงสร้างใหม่การปรับภารกิจของหน่วยงานในกระทรวง และจัดทำพ.ร.บ.พัฒนาอุตสาหกรรม มารองรับการปรับโครงสร้างของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่อาจเป็นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (สอช.) และจัดทำพ.ร.บ.พัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งชาติ และพ.ร.บ.ส่งเสริมผลิตภาพแห่งชาติ เป็นต้น โดยคาดรายละเอียดการปรับโครงสร้างกระทรวงต่างๆ จะแล้วเสร็จเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในเดือนเม.ย.2560 จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนการเสนอจัดตั้งส่วนราชการระดับกรมและร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรมก่อนเสนอให้ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป