นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2559 จัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรให้กรมส่งเสริมสหกรณ์นำไปดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการผลิตและการตลาด วงเงิน 1,000 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย กำหนดชำระหนี้คืนภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2559-2564)

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรได้กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจและจัดหาปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เพื่อบริการแก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ซึ่งผลจากการดำเนินโครงการดังกล่าวมีกลุ่มเกษตรกรที่ขอกู้ยืมเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรแล้ว 1,700 กลุ่ม เป็นเงินจำนวนปีละ 700 ล้านบาท และในปี 2563 ได้มีการขยายเวลาชำระหนี้ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ประสบปัญหาจากสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 300 กลุ่ม เป็นเงิน 159.73 ล้านบาท

เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงต่อเนื่องถึงปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่สิ้นสุดระยะเวลาในการดำเนินโครงการดังกล่าว ทางคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร จึงมีมติอนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการผลิตและการตลาดออกไปอีก 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 เม.ย. 2565 และกำหนดวงเงินกู้ยืมในการดำเนินโครงการในช่วงที่มีการขยายเวลาอีกเป็นเงิน 810 ล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการอนุมัติเงินกู้ยืม และการขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้กับกลุ่มเกษตรกรดังกล่าว โดยมีคณะกรรมการพิจารณาเงินกู้ฯระดับจังหวัดร่วมกันพิจารณาการขอกู้เงินกู้ยืมและการขอขยายระยะเวลาชำระหนี้คืนของกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในแต่ละจังหวัด พร้อมทั้งติดตามการใช้เงินกู้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรได้มีเงินทุนหมุนเวียนและพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจจากเงินทุนปลอดดอกเบี้ย พร้อมทั้งดูแลช่วยเหลือสมาชิก จัดสรรให้สมาชิกได้กู้ยืมไปประกอบอาชีพทำการเกษตร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงช่วยบรรเทาภาระหนี้สินแก่เกษตรกรในช่วงสถานการณ์โรคไวรัสโควิด-19 ระบาดในขณะนี้อีกด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน