ชำแหละเงินกู้อีก 7 แสนล้าน ดันหนี้ประเทศเกือบชนเพดาน : รายงานพิเศษ

23 พ.ค. 2564 - 00:05 น.

ชำแหละเงินกู้อีก 7 แสนล้าน ดันหนี้ประเทศเกือบชนเพดาน : รายงานพิเศษ

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ไม่เกินไปกว่าที่คาดหมาย ภายหลังมีกระแสข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 พ.ค. เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 อีก 7 แสนล้านบาท

ภายหลังจากที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ถูกอนุมัติก้อนสุดท้าย 2.4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ระบาดระลอก เดือนเม.ย. ที่จนตอนนี้ยังไม่คลี่คลาย และเมื่อมองไปข้างหน้า ก็ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

จนถึงขณะนี้ การเข็นร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านฉบับใหม่ ยังคงอยู่ในชั้น “ความลับ” ที่มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการในที่ประชุม ครม. ว่า “อย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดกับคนข้างนอก”

สะท้อนจากผู้บริหารกระทรวงการคลัง ออกอาการ “หัวใบ้-ท้ายบอด” รูดซิปปากเงียบกริบ ทั้ง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ที่ไร้ความเห็น และ นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ที่ระบุเพียง “ยังพูดไม่ได้”

เอกสารเงินกู้ที่เผยแพร่ออกมาจาก “ข้างห้องประชุมครม.” ถึงมือพรรคฝ่ายค้านจึงยังไม่เป็นทางการ แต่ก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจนำมาพิจารณากันพอสมควร

ในห้องประชุม ครม. เคาะ พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มอีก 7 แสนล้านบาท กรอบกฎหมายแทบถอดออกมาจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทเช่นเดิม โดยความจำเป็นที่ ครม.เห็นชอบ ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท เนื่องจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ฉบับเดิมที่กำหนดให้มีการกู้เงินแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 2564 เหลือวงเงิน 1.65 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

ขณะที่การแพร่ระบาดโควิด-19 ยังมีความยืดเยื้อในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในส่วนของประเทศไทยมีการระบาดระลอกใหม่ช่วง เดือนม.ค.-พ.ค. ในลักษณะกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์) แม้จะมีวัคซีนแต่ก็ไม่สามารถเป็นหลักประกันได้ว่าจะควบคุมการระบาดได้ มีการคาดว่านักท่องเที่ยวในปี 2564 เหลือ 3.2 ล้านคน ลดลงจากเดิม 5 ล้านคน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.3% ต่ำจากเดิมที่ 2.8%

นอกจากนี้ การระบาดยังส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้รัฐบาลปี 2563 ต่ำกว่าประมาณการ 3.43 แสนล้านบาท โดยปี 2564 การจัดเก็บรายได้ยังคงได้รับผลกระทบ กระทรวงการคลัง จึงเห็นควรกำหนดกรอบวงเงินเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้ไม่เกิน 7 แสนล้านบาท เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากที่ สศค.ประมาณการไว้อีก 1.5%

สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท ยังขึงกรอบการใช้จ่ายเงิน เหมือนหนังม้วนเดียวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท โดยมีกรอบการใช้จ่ายคือ

1. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน และการวิจัยพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ รวมทั้งปรับปรุงสถานพยาบาลสำหรับบำบัดรักษาผู้ติดเชื้อ 3 หมื่นล้านบาท

2. เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา หรือ ชดเชยให้กับประชาชนและผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน และช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้ดำเนินธุรกิจต่อเนื่องได้

3. เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่อีก 2.7 แสนล้านบาท ในแผนงานหรือโครงการรักษาระดับการจ้างงานของผู้ประกอบการและกระตุ้นการลงทุน การบริโภคในระบบเศรษฐกิจของประเทศ


อย่างไรก็ดี การดำเนินการกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก.ฉบับนี้ เมื่อรวมกับประมาณการการกู้เงินอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะแล้ว จะส่งผลให้สถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนก.ย. 2564 จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 9,381,428 ล้านบาท หรือคิดเป็น 58.56% ของจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่ 60% ของจีดีพี

ทั้งนี้ ภายหลังจากครม. เห็นชอบร่างพ.ร.ก. ดังกล่าวแล้ว จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างกฎหมายเร่งด่วนต่อไป และมอบหมายให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณปี 2565 เพื่อชำระดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออก และการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ พ.ร.ก.ดังกล่าว

เมื่อย้อนรอยไปดูโครงการจากเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่พอเอาเข้าจริง วัตถุประสงค์ในการจ้างงาน สร้างอาชีพ ดูแลเศรษฐกิจท้องถิ่น กลับไม่ได้ผลสักเท่าไหร่

การกู้ 1 ล้านล้านบาทส่วนใหญ่ หมดไปกับการแจกจ่าย เพื่อช่วยเหลือเยียวยาให้กับประชาชน ผ่านโครงการต่างๆ ไม่ได้มีการวางรากฐานเพื่อโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังยืนระยะยาว

ดังนั้น จึงคาดว่า เงินกู้อีก 7 แสนล้านบาท ก็น่าที่จะหมดไปกับการแจกจ่ายให้กับประชาชน

เพราะจากร่าง พ.ร.ก. ที่เสนอให้ครม. เห็นชอบ กรอบการใช้จ่ายเงินก็ยังเขียนในลักษณะกว้างๆ โดยให้อำนาจคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงิน ที่มีสำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้เคาะมาตรการต่างๆ ก่อนเข้า ครม. เช่นเดิม

โดยในร่าง พ.ร.ก. อธิบายว่า เงิน 1 ล้านล้านบาท ได้นำไปใช้รวม 287 โครงการ เป็นกรอบเงินกู้ 8.33 แสนล้านบาท แล้ว ณ วันที่ 11 พ.ค. 2564 ผ่านโครงการเยียวยาเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง บัตรคนจน รวม 42.47 ล้านคน โครงการเราชนะ รวม 32.9 ล้านคน โครงการเราไม่ทิ้งกัน รวม 15.26 ล้านคน และโครงการ ม33 เรารักกัน รวม 8.1 ล้านคน ส่วนโครงการฟื้นฟู ผ่านโครงการคนละครึ่ง รวม 14.79 ล้านคน และเราเที่ยวด้วยกัน 5.77 ล้านคน

การกู้เพิ่ม 7 แสนล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขข้อจำเป็นจากสถานการณ์โควิด-19 อาจเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเข้าใจได้ แต่โครงการต่างๆ ที่จะนำเม็ดเงินมาใช้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ คุ้มค่า เกาถูกที่คัน กว่าการแจก คือ โจทย์ที่ทุกฝ่ายกำลังจับตา

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี เป็นกรอบแนวทางปฏิบัติในภาวะปกติ ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ในระดับ 50% กว่า ยังไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้เกิดภาวะวิกฤตจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 หากมีความจำเป็นต้องกู้เพิ่มเติม ส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นบ้าง ก็อยู่ในวิสัยที่เพดานหนี้สาธารณะน่าจะยืดหยุ่นได้

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การเร่งแจกกระจายวัคซีนต้านโควิด-19 จะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีและปี 2565 กลับมาฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ต้องเร่งสร้างความเข้าใจประชาชนให้เกิดความเชื่อมั่นในการเข้ารับการฉีดวัคซีน
ส่วนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เห็นด้วยกับการกู้ 7 แสนล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลมีเม็ดเงินเพียงพอสำหรับโครงการด้านสาธารณสุข ด้านการเยียวยา ชดเชยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่บทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านบาท จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นแก่รัฐบาลในการดูแลเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ และการกู้เงินเพิ่มส่งผลให้จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในระยะเวลาอันใกล้

ประเด็นติดตามอยู่ที่ปฏิกิริยาตอบสนองของนักลงทุนต่อการกู้เพิ่มของภาครัฐ ซึ่งการสื่อสารจากทางภาครัฐเกี่ยวกับประเด็นการรักษาวินัยทางการคลังที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงและความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว การกู้เงินเพิ่มเติมอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

การกู้เงินอีก 7 แสนล้านบาท จึงเป็นทั้งเครื่องต่อลมหายใจ ซึ่งส่งผลบวกทางเศรษฐกิจไทยในปี 2564-2565 แต่ในอีกด้าน ก็เกิดความเสี่ยง ทั้งเสถียรภาพ วินัยการคลัง และความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ที่ต้องรักษาสมดุลให้ดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ชำแหละเงินกู้อีก 7 แสนล้าน ดันหนี้ประเทศเกือบชนเพดาน : รายงานพิเศษ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง