แบงก์ชาติลุ้นเศรษฐกิจโงหัวปี’66 หลังโควิดระลอก 3 ทุบธุรกิจยับ – เสียงอ่อยเอสเอ็มอีเสี่ยงสูงเลยกู้ผ่านยาก

แบงก์ชาติลุ้นศก.โงหัวปี’66 – นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาออนไลน์ “โครงการประสานพลังเพื่อคู่ค้า เดินหน้าฟื้นฟูธุรกิจ” ว่า จากผลกระทบของความรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 3 รวมถึงการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงการระบาดที่เกิดขึ้นในหลายระลอก ประกอบกับมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องสะดุดเป็นช่วงๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และการใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งรายใดที่สายป่านสั้น ก็ต้องหยุดดำเนินกิจการ หลายธุรกิจขาดสภาพคล่อง จึงจำเป็นต้องให้การช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเร่งด่วน จากปัจจัยดังกล่าวทำให้คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าจะกลับมาเป็นปกติในช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19

โดยที่ผ่านมาภาครัฐและ ธปท. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) แต่ยังมีข้อจำกัดในการให้ความช่วยเหลือ ทำให้ความช่วยเหลือเดิมไม่เพียงพอ จึงมีการยกระดับการช่วยเหลือเพิ่มขึ้น ในการออกมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท โดยปลดล็อกข้อจำกัดของซอฟต์โลนเดิม เพื่อให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ขยายเวลาการชวยเหลือเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ขยายวงเงินช่วยเหลือเพื่อให้เพียงพอในการฟื้นตัว และกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมและเอื้อต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และได้เพิ่มกลไกการค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าไปด้วย

“แม้จะมีการขยายเงื่อนไขการช่วยเหลือตามมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูให้ครอบคลุมแล้ว แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการบริหารจัดการมาตรการ การให้ลูกหนี้เข้าถึงมาตรการมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่ามีข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เพราะเอสเอ็มอีมีความเสี่ยงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงของเอสเอ็มอีได้ยาก เนื่องจากขาดข้อมูลในการพิจารณา ขาดคนกลางในการชี้เป้าหมายว่าเอสเอ็มอีใดที่พอจะมีศักยภาพและจะกลับมาฟื้นตัวได้ เพื่อช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดมากขึ้น” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ มองไปข้างหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังต้องใช้เวลา ทำให้ระหว่างนี้ต้องเร่งแก้ปัญหาโดยเฉพาะด้านสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่ให้ลุกลามมากไปกว่านี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 ส่วนต้องร่วมมือกัน คือ รัฐบาล สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ และเอสเอ็มอี โดยยกระดับบทบาทของตัวเองในการช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสภาพคล่องอย่างทันการ รัฐบาลและธปท. มีบทบาทในการลดความเสี่ยงภาพรวมของผู้ประกอบการเอสเอ็มดี ด้วยการเตรียมความพร้อมและเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู

ขณะที่สถาบันการเงินมีบทบาทในการประสานและเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ ปรับแนวทางการประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ส่วนผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ก็มีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลของคู่ค้าที่เดิมเข้าถึงยากให้กับสถาบันการเงิน เพื่อประกอบการประเมินสินเชื่อ ด้านผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีเองก็ต้องปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมให้อยู่รอด และรับโอกาสในการสนับสนุนสภาพคล่อง ยกระดับการจัดการธุรกิจ เช่น การจัดการด้านการเงินและบัญชีให้ได้มาตรฐานสากล ดึงเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยบริหารจัดการต้นทุน กำไร และสต๊อกสินค้าได้ดีขึ้นด้วย รวมถึงเป็นการช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ข้อมูลและฐานะทางการเงินของเอสเอ็มอี ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินในการพิจารณาความเสี่ยงด้วย

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ได้สร้างความรุนแรงและขยายวงกว้างในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินว่า การระบาดระลอกใหม่นี้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3/2564 ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ จึงได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปีนี้เหลือเพียง 0.5-2.0% ซึ่งได้รวมผลลัพธ์จากมาตรการของรัฐบาลที่ได้มีการประกาศออกมาแล้วด้วย

โดยนอกจากมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู วงเงิน 2.5 แสนล้านบาท ที่ตั้งเป้าหมาย 6 เดือนแรก จะปล่อยสินเชื่อฟื้นฟูประมาณ 1 แสนล้านบาท และ 2. มาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ วงเงินรวม 1 แสนล้านบาท สมาคมธนาคารไทย ยังได้หารือกับภาคธุรกิจเพื่อจัดหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นรายธุรกิจผ่านกลไกที่แต่ละธนาคารมี เริ่มจากธุรกิจค้าปลีก ซึ่งมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกี่ยวข้องถึง 2.5 ล้านราย หรือประมาณ 81% ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหมด และยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการจ้างงานมากที่สุด ถึง 9 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 77% ของการจ้างงานในภาคเอสเอ็มอีหรือมากถึง 54% ของการจ้างงานทั้งหมด โดยได้เร่งพัฒนาสร้างระบบ Digital Supply Chain Platform เพื่อเพิ่มแนวทางในการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการค้าปลีกตลอด Supply Chainด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นคู่ค้าของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก มาประกอบการพิจารณาสินเชื่อของภาคธนาคาร ทำให้ธนาคารมีข้อมูล เข้าใจธุรกิจ ประเมินความเสี่ยงได้ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง สินเชื่อของผู้ประกอบการได้มากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน