นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัย กรุงไทย คอมพาส ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าปี 2563 ที่ผ่านมาการแพร่ระบาด โควิด-19 กระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกจนเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้ากลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนจากยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกที่สูงถึง 3.2 ล้านคัน หรือ เพิ่มขึ้นกว่า 43% เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มียอดจดทะเบียนสูงถึง 3 หมื่นคัน หรือ ขยายตัวถึง 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางยอดขายรถยนต์รวมที่ลดลง 21%

ขณะที่เริ่มเห็นการตื่นตัวของภาครัฐในต่างประเทศในการแก้ไขประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมตามข้อตกลงปารีส โดยเฉพาะนโยบายยกเลิกการขายยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ไออีซี ขณะเดียวกันก็สนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับการปรับตัวของผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่หันไปทำตลาดยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น รวมถึงความสนใจของผู้บริโภคต่อยานยนต์ไฟฟ้าที่มากขึ้น เป็นปัจจัยขับเคลื่อนให้จำนวนยานยนต์ไฟฟ้าสะสมทั่วโลกมีโอกาสแตะระดับ 25-45 ล้านคัน ภายในปี 2573 จาก 10 ล้านคันในปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทย ณ สิ้นปี 2563 มียอดใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในประเทศ เพียง 1.9 แสนคัน หรือ คิดเป็น 1% ของยานยนต์ทั้งหมด ถือว่ายังมีขนาดเล็ก และอยู่ในช่วงเริ่มต้นเมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำอื่นๆ แต่อย่างไรก็ดี ไทยมีข้อได้เปรียบในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิมมายาวนาน ดังนั้นในระยะสั้นถึงระยะกลาง อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยแบบดั้งเดิมจะถูกปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เพื่อรองรับฐานการผลิตยานยนต์ไฮบริดมากขึ้น ตามบริษัทแม่ในญี่ปุ่นจะเป็นส่วนเสริมให้ยอดใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสะสมในประเทศมีโอกาสแตะ 1 ล้านคัน ภายในปี 2571 หรือ ขยายตัวเฉลี่ย 24% ต่อปี จากยอดใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดที่คาดว่าจะมีสัดส่วนถึง 93% ของยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งหากภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค จะเป็นส่วนสำคัญให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีโอกาสเป็นฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดของภูมิภาคในอนาคตต่อไป

แต่ทั้งนี้ ในระยะยาวจากการที่ประเทศชั้นนำของโลก มุ่งไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาดจะทำให้ยานยนต์แบบปราศจากการปล่อยมลพิษจะเข้ามาทดแทนต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนในกลุ่ม Powertrain และ Engine ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงถึงเกือบ 3 แสนล้านบาท หรือ ประมาณ 20% ของรายได้ของผู้ผลิตชิ้นส่วนในตลาดทั้งหมด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน