แบงก์ชาติ ยกธงขาว ท่องเที่ยวพังยับ ทิ้งแผลเป็นให้ภาคธุรกิจอีกนาน ยังหวัง ต้นปี 66 กลับมาฟื้นตัวได้ ในระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19
วันที่ 28 มิ.ย.64 นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา “ฟ้าหลังฝน มิติใหม่ท่องเที่ยวไทย” ว่า จากการระบาดของโควิด-19 ในหลายระลอก ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลต้องออกมาตรการเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด ทั้งการจำกัดการเคลื่อนที่ การงดเดินทาง การเว้นระยะห่าง ลดการรวมตัว เป็นต้น ถือเป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบอย่างมากกับภาคการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้ได้รับผลกระทบอย่างมาก
ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ภัตราคาร บริษัทนำเที่ยว สายการบิน และอื่น ๆ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและยาวนาน จากการออกใช้มาตรการเพื่อยับยั้งการระบาดที่รุนแรงขึ้น
ขณะที่การเร่งการฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงเพิ่มเริ่มดำเนินการได้เมื่อต้นเดือน มิ.ย. 2564 โดยจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ทำให้ ธปท. คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต้องใช้เวลา และอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566 กว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้ในระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19
ทั้งนี้ มองว่าการออกนโยบายและมาตรการอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยประคับประคองธุรกิจต่าง ๆ ให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้ยังมีความจำเป็นจนกว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะคลี่คลาย นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มกลับมา สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับภาครัฐและเอกชน
“เชื่อว่าวิกฤติครั้งนี้ย่อมที่จะทิ้งรอยแผลเป็นให้ธุรกิจไทย และศักยภาพของภาคการท่องเที่ยวไทยไปอย่างยาวนาน วัคซีนในที่นี้อาจไม่ได้จำกัดเฉพาะการสร้างภูมิให้บุคคลเพื่อรับมือกับโรคร้ายเพียงอย่างเดียว แต่วัคซีนยังหมายถึงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจหลังโควิด-19 และเตรียมพร้อมกับความผันผวนที่คาดไม่ถึงในอนาคต
หลังจากนี้ ธปท. จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมจะกระตุ้นให้สถาบันการเงินดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยจะมีการประเมินผลสัมฤทธิ์ เพื่อวางแนวทางสำหรับมาตรการในระยะต่อไป” นายเมธี กล่าว
นายเมธี กล่าวอีกว่า การสร้างภูมิในธุรกิจโลกใหม่ ต้องไปด้วยกัน 3 ฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานชีวอนามัยขึ้นสูง ขณะเดียวกันก็ยังต้องการความสะดวกสบายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเดิม
2.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ต้องสร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจให้สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการ การจัดเตรียมบริการที่สอดคล้องกับความชอบของแต่ละบุคคล
และ 3. ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่ต้องหันมาทบทวนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ การสืบสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การผสมผสานการท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรอง การสร้างบุคคลากรทางวิชาชีพในสาขาต่าง ๆ เพื่อเปิดรับการท่องเที่ยว
นายวิชิต ประกอบโกศล รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ประกาศนโยบายเปิดประเทศภายใน 120 วัน ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจสายการบิน และโรงแรม เป็นต้นมีความหวัง และเริ่มเดินหน้าได้
ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนมีความพร้อมมาปีกว่าแล้ว แต่ยังมีสิ่งเร่งด่วนที่ผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวต้องการ คือ เงินทุน เพื่อมาปรับปรุงธุรกิจ เตรียมความพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว และการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนในประเทศให้ได้ตามเป้าหมาย 70% ถ้าทำได้ก็มั่นใจว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเร็ว ๆ นี้
โดยคาดว่าหากทั่วโลก รวมถึงไทยมีการฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะยุโรป สหรัฐ จีน และเอเชีย ที่เป็นประเทศกลุ่มเป้าหมายของไทย จะเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้ภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยในปี 2565 กลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้น
โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ อยู่ที่ 25 ล้านคน คิดเป็น 60% สร้างรายได้เข้าประเทศไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าภาคการท่องเที่ยวน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ภายใน 2 ปี
นอกจากนี้ ในระยะยาวรัฐบาลต้องมีการตั้งกฎเกณฑ์ และประกาศนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายนักท่องเที่ยว เป้าหมายการเพิ่มรายได้ในภาคการท่องเที่ยว การกระจายการท่องเที่ยวระยะสั้น ระยะยาวอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการวางแผนเตรียมความพร้อมในการลงทุนอย่างถูกต้อง
นายวิโรจน์ นรารักษ์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า โมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์นั้น ถือเป็นการดำเนินการของภาครัฐเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคการท่องเที่ยวว่าประเทศไทยมีความปลอดภัย
ส่วนในระยะถัดไปอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้องมีการปรับตัว ปรับรูปแบบการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ยกระดับด้านสาธารณสุขให้ได้มาตรฐานสูง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านสุขภาพ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ภาคการท่องเที่ยวไทย
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ธปท. ได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้และปีหน้าลง เนื่องจากมองว่าการระบาดของโควิด-19 ยังคงแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ทำให้มุมมองของการเปิดประเทศยังต้องติดตามว่าจะทำได้เมื่อไหร่ และต่างประเทศจะเปิดให้เดินทางได้เมื่อไหร่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันหมู่
“ฟ้าหลังฝนไม่แน่ใจว่าจะมาเมื่อไหร่ แต่เราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ในอนาคตภาคการท่องเที่ยวหากไม่มีการปรับตัวภายใต้การแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งในแง่สถานที่ท่องเที่ยว ความสะดวกกาย ความสบายใจ ความปลอดภัยจะเป็นประเด็นสำคัญ ทั้งหมดเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถตอบโจทย์ได้ โดยในช่วงการระบาดของโควิด-19 เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้รากหญ้าและกลุ่มที่ไม่ใกล้ดิจิตัลเข้าใกล้ดิจิตัลมากขึ้น
ดังนั้นต้องมาดูว่าจะขยายผลตรงนี้อย่างไรจนนำไปสู่ภาคการท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวดีขึ้น สิ่งที่เรียนรู้จากวิกฤติครั้งนี้ ภาครัฐอาจต้องเน้นเรื่องกรอบนโยบาย แผนขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของประเทศที่ชัดเจน อาจต้องมีการตั้งคณะทำงาน คณะกรรมการขึ้นมาเพื่อผลักด้านให้ภาคการท่องเที่ยวไทยก้าวไปในระยะต่อไปที่มีความท้าทายรออยู่” นางสาวชญาวดี กล่าว