ดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ เดือนมิ.ย. อยู่ที่ระดับ 80.7 ต่ำสุดในรอบ 1 ปี – เอสเอ็มอีอ่วมทรุดหนักสุดเป็นประวัติการณ์

ความเชื่อมั่นอุตฯทรุด – นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. 2564 อยู่ที่ระดับ 80.7 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 82.3 ในเดือนพ.ค. 2564 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และต่ำที่สุดในรอบ 12 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.ค. 2563

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ที่ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต รวมทั้งการแพร่ระบาดในแคมป์คนงานก่อสร้างในหลายพื้นที่ จนภาครัฐต้องยกระดับมาตรการควบคุมในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้ง 4 จังหวัดภาคใต้ เช่น มาตรการสั่งปิดแคมป์คนงานก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นเวลา 30 วัน มาตรการห้ามนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร เป็นต้น

นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนให้กับประชาชนยังทำได้อย่างจำกัดและไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ด้านการส่งออกสถานการณ์การขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์ ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้ายานยนต์ และปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และอัตราค่าระวางเรือ (Freight) ที่ทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ยังเป็นปัจจัยที่ผู้ส่งออกมีความกังวล

“ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา สะท้อนว่าผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ยังมีปัญหามาก เห็นได้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมต่ำลงกว่าระดับ 100 และตกต่ำจนน่าตกใจอยู่ที่ระดับ 57.9% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ยกเว้นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะผู้ประกอบการส่งออกที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกประกอบกับแนวโน้มอ้ตราแลกลี่ยนดีขึ้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เป็นต้น”

นายสุพันธุ์ กล่าวยอมรับว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อตลาดในประเทศอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในประเทศลดลงต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ลักษณะนี้จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในประเทศไทยมากนัก โดยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกของไทยที่มีทิศทางดีขี้น สะท้อนจากดัชนีฯ คำสั่งซื้อและยอดขายต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเริ่มฟื้นตัว และสถานการณ์โควิด-19 ในหลายประเทศเริ่มคลี่คลาย ทำให้อุปสงค์ในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น ประกอบกับเงินบาออ่อนค่ามากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เป็นปัจจัยบวกต่อผู้ส่งออก ทำให้สินค้าไทยถูกลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ขณะเดียวกันผู้ส่งออกยังมีรายได้ในรูปเงินบาทมากขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน