นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดผยถึงการส่งออกเดือนก.ค. ว่า เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ด้วยมูลค่า 22,650.83 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวที่ 20.27% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนซึ่งเป็นการขยายตัว 4 เท่าจากเป้าทั้งปี ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 22,467.37 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 45.94% ดุลการค้าเกินดุล 183.46 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ภาพรวมการส่งออก 7 เดือนแรกของปี 2564 การส่งออก มีมูลค่า 154,985.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 16.20% การนำเข้า มีมูลค่า 152,362.86 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 28.73% ดุลการค้า 7 เดือนแรก เกินดุล 2,622.62 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้กระทรวงพาณิชย์ มั่นใจว่าเป้าการส่งออกปีนี้ขยายตัว 4% ไม่ไกลเกินเอื้อมเพราะตอนนี้ +16.2% ถือว่าเราทำได้เกินเป้าแล้ว
เป็นผลมาจากสินค้าเหล่านี้ขยายตัว เช่น สินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะผักและผลไม้ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม ไก่สด แช่เย็น แช่เข็ง และแปรรูป เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง และสิ่งปรุงรสอาหาร สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน (Work from Home) และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของภาคการผลิต เช่น เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รวมถึงสินค้าคงทนหรือสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาสูง เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) เป็นต้น
สำหรับการระบาดของโควิดอาจจะมีผลกระทบได้โดยเฉพาะในเดือนส.ค.กับก.ย.เป็นต้นไป รวมทั้งสถานการณ์โควิดในประเทศเพื่อนบ้านและบางประเทศที่เราต้องส่งออกเริ่มมีการติดขัดในช่วงการข้ามแดน เช่น ด่านไทยไปลาวไปเวียดนามและไปจีนมีปัญหาบางช่วงบางเวลาต้องไปแก้ปัญหาหน้างานหลายครั้ง รวมทั้งการส่งออกผลไม้และสินค้าบางประเภทหรือแม้แต่มาเลเซียเพื่อนบ้านติดโควิดและยังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเคร่งครัดในการแก้ปัญหา ส่งผลกระทบต่อตัวเลขส่งออก น้ำยางดิบจากไทยไปมาเลเซียทำให้ราคายางประเทศไทยกระทบ เฉพาะราคาน้ำยางดิบแต่ยางก้อนถ้วยราคายังดีมากดีกว่ารายได้ที่ประกัน ส่งผลกระทบต่อตัวเลขส่งออกเพราะเราส่งออกน้ำยางไปมาเลเซียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของไทยในขณะนี้ จะดูต่อไปว่ากระทบมากน้อยแค่ไหน ต้องเร่งแก้ปัญหาเพื่อป้องกันภาคการผลิตติดขัดโดยจะหารือร่วมกับ กรอ.พาณิชย์ จะแก้ไขปัญหาต่อไป
สำหรับครึ่งปีหลังแผนการกำหนดไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้นปีต้องปรับตัวเพราะสถานการณ์ล็อกดาวน์ในประเทศ และโควิดหลายประเทศที่เป็นคู่ค้ามีปัญหา แต่ทุกอย่างมีความชัดเจนแผน 6 เดือนหลังไม่น้อยกว่า 130 กิจกรรมทั้งการส่งเสริมการส่งออกในประเทศและต่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นแกนหลักในการจัดกิจกรรมโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะเป็นแม่งานใหญ่เดินหน้าขับเคลื่อนทั้งตลาดเดิมตลาดใหม่ที่ตัวเลขดีขึ้น
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปัจจัยบวกที่มีผชต่อการส่งออกสินค้าของไทย คือเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อีกทั้งการส่งออกไปยังอาเซียนยังได้รับอานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าวเช่นกัน แม้ว่าจะยังคงมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รุนแรง มาตรการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ และการเร่งฉีดวัคซีนทั่วโลก ส่งผลดีต่อกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าของไทย และค่าเงินบาทมีทิศทางอ่อนค่า มีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยในขณะนี้
ด้านนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับแผนส่งเสริมการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคงเร่งเพื่อเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ประสานกับทูตพาณิชย์ของไทยในจีนเพื่อเร่งแก้ไขอุปสรรคการส่งออกในสินค้าผลไม้ เช่น ทุเรียน และลำไย ไปยังตลาดจีน ซึ่งจากความพยายามในการหารือและเจรจาครั้งที่ผ่านมาของกระทรวงพาณิชย์ ทำให้จีนปลดล็อกอุปสรรคการส่งออกในสินค้าเกษตรทั้ง 2 ชนิดแล้ว ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเกษตรในประเทศมีช่องทางในการระบายสินค้าและส่งผลดีต่อเกษตรกรของไทยต่อไป
ด้านบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในเดือนก.ค. 2564 ตัวเลขการส่งออกไทยยังคงขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ 20.27%YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี และสูงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 19.7% โดยใน 7 เดือนแรกของปี 2564 ตัวเลขส่งออกไทยเติบโตที่ 16.2% ซึ่งเติบโตไปในทิศทางเดียวกับตลาดในภูมิภาคแต่ระดับของการเติบโตยังคงต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ที่สามารถขยายตัวได้มากกว่า 20% ทั้งนี้ เมื่อหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และอาวุธยุทธปัจจัย การส่งออกใน 7 เดือนแรกของปีขยายตัวได้ที่ 21.47% ซึ่งสะท้อนภาคเศรษฐกิจจริงที่เติบโตอย่างชัดเจน
ในช่วงที่เหลือของปี 2564 ภาคการส่งออกที่เป็นปัจจัยหลักในขับเคลื่อนเศรษฐกิจเริ่มเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งปัจจัยภายนอกประเทศที่เริ่มมีการเผชิญการระบาดของสายพันธุ์เดลตาที่มีแนวโน้มรุนแรง ขณะที่ปัจจัยในประเทศเองภาคการผลิตเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากการแพร่ระบาดในโรงงาน โดยหากการแพร่ระบาดยังคงไม่สามารถควบคุมได้ อาจส่งผลให้เกิดการปิดโรงงาน และมีผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่การผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมายังภาคการส่งออกของไทย จากข้อมูลล่าสุดการระบาดในคลัสเตอร์โรงงานมีการกระจุกตัวอยู่ใน 5 อุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมโลหะ และอุตสาหกรรมพลาสติก
อย่างไรก็ดี โครงการนำร่องการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงาน (Factory Sandbox) น่าจะเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวได้บ้าง อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ และยุโรป ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า น่าจะยังส่งผลให้การส่งออกไทยในปีนี้มีแนวโน้มที่จะยังคงขยายตัวได้ในระดับสูง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงปรับประมาณการส่งออกของไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 12.4% จาก 11.5%