กบน. เคาะกู้เงิน เสริมสภาพคล่องเงินกองทุนน้ำมัน ตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาท ลดผลกระทบประชาชน โต้ปมโอนเงินให้รัฐบาล ยันไม่เป็นความจริง
วันที่ 2 พ.ย.64 นายสมภพ พัฒนอริยางกูล โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ครั้งที่ 9/2564 ที่ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เป็นประธาน มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงิน ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตามที่สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนำเสนอ สำหรับเตรียมพร้อมสภาพคล่องในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน ในช่วงที่สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง และจะนำเสนอร่างหลักเกณฑ์การกู้เงินดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป
“การเตรียมกู้เงินในครั้งนี้ ก็เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทเนื่องจากน้ำมันดีเซล เป็นพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจ หากปล่อยให้มีราคาสูงเกินไปจะกระทบต่อผู้ประกอบการ ค่าขนส่ง ค่าสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งกระทรวงพลังงานจะควบคุมการใช้เงินกู้อย่างเข้มงวด และเป็นไปตามข้อกฎหมาย”
ส่วนกรณีที่ผ่านมามีกระแสข่าวว่าได้มีการโอนเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไปเป็นรายได้ให้กับรัฐบาลกว่า 20,000 ล้านบาทนั้น ได้ตรวจสอบกับสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ตั้งแต่ตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมายังไม่เคยนำเงินกองทุนเข้านำส่งเป็นรายได้กระทรวงการคลัง พร้อมยืนยันว่าการบริหารเงินกองทุนต้องเป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของกองทุนอย่างเคร่งครัด
โดยในมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งการดำเนินงานให้อยู่ภายใต้กรอบนโยบายการบริหารกองทุนตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) กำหนดเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การใช้เงินกองทุนที่ผ่านมาเป็นไปตามข้อกฎหมายและวัตถุประสงค์ของกองทุน ในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน บรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน เช่น การตรึงราคาน้ำมันดีเซล 30 บาทต่อลิตรในขณะนี้ และการอุดหนุนราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี) ครัวเรือนตลอดทั้งปี 2564 เพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชนจากสถานการณ์โควิด-19